Showing posts with label injury prevention. Show all posts
Showing posts with label injury prevention. Show all posts

Friday, December 2, 2016

การฝึกซ้อมมาเก๊ามาราธอน สัปดาห์ที่ 12 | 4 comments:

ในที่สุดเราก็ Survive ว่ะแก ว่ะฮ่าๆๆๆๆ อยู่รอดปลอดภัย ไม่เจ็บ เป็นครั้งแรกของการซ้อมมาราธอน

ก็แน่ล่ะ เพราะครั้งนี้เรามี First Priority ว่าต้องไม่เจ็บนี่นา อะไรก็ตามที่รู้ว่าเสี่ยงจะทำให้เจ็บก็เลี่ยงซะ เช่น ถ้ามีโปรแกรมวิ่งเร็วแต่ยังรู้สึกตึงๆอยู่ ก็งดซ้อม หรือเปลี่ยนไปวิ่งช้าๆ แทน หรือช่วงไหนรู้สึกว่าร่างกายไม่พร้อมจะวิ่งยาว 2 วันติดกันแน่ๆ ก็เลือกวิ่งแค่วันเดียว เป็นต้น แต่แน่นอนว่าต้องแลกกับ performance ที่ควรจะได้ ถ้าซ้อมครบถ้วน

ยืดหยุ่นให้ตัวเองอย่างยิ่ง จะว่าไม่มีวินัยก็คงใช่ แต่ไม่รู้สึกผิดแต่อย่างใด ^ ^ มีงานมีธุระก็ไม่ซ้อม หรือบางวัน ถึงไม่ติดธุระแต่ไม่มีอารมณ์ซ้อม...ก็ไม่ซ้อม 55555+ (ไม่บ่อยนักหรอก แต่ก็มีบ้าง)

Cr. keepcalm-o-matic


ในแง่ปริมาณ โปรแกรมซ้อมมีทั้งหมด 44 ครั้ง ซ้อมจริง 31 ครั้ง คิดเป็น 70.5% ให้เกรด B
วิ่งยาว (เกิน 3 ชั่วโมง) ทั้งหมด 3 ครั้ง 28/32/32
Weekly Mileage เฉลี่ย 37.55 กม. น้อยเกินไป โปรดอย่าเอาเยี่ยงอย่าง
ใช้เวลากับการฝึกซ้อมทั้งหมด 62 ชั่วโมง ภายในเวลา 84 วัน เฉลี่ยวันละ 44 นาที
...อื้ม...กำลังดี เหลือเวลาไปทำอย่างอื่นที่ชอบๆ ได้อีกนอกจากการวิ่ง

สรุปการฝึกซ้อมมาราธอน 12 สัปดาห์ (อันที่เป็นสีแดงคือขาดซ้อม)
https://www.endomondo.com/training/plan/862998

ในแง่คุณภาพ เป็นครั้งแรกที่ซ้อมอย่างมีเป้าหมายว่าต้องการฝึกฝนทักษะอะไรแบบจำเพาะเจาะจง หรือที่เรียกว่า deliberate practice ในครั้งนี้ ทักษะที่เราต้องการฝึกคือ การควบคุมความเหนื่อยในระดับต่างๆ โดยไม่พึ่งนาฬิกา ซึ่งส่วนตัวคิดว่าจำเป็นและสามารถฝึกฝนได้ (สนุกและท้าทายดีด้วย) ส่วนการวิ่งให้ได้ความเร็วและเวลาตามโจทย์ เป็นเพียงผลลัพธ์ทางอ้อมของทักษะนี้ เราแหกตารางเป็นประจำแต่ก็พึงพอใจ ขอมอบเกรด B ให้ตัวเอง ณ จุดนี้

วันอาทิตย์นี้ เวลาที่ ฯพณฯ Endo คาดหมายให้เราคือ 4:34 ชม. (ซึ่งมักพบว่าพี่แกตั้งเป้าหรูกว่าที่ทำได้จริงเสมอ) แต่เราขอ Challenge ตัวเอง ชาเล้นจ์ทั้งๆ ที่ซ้อมไม่ครบถ้วน แหกตารางบ่อยๆ นี่แหละ ^ ^ เราสอนเด็กเสมอว่า ตอนบอกเป้าหมายกับใคร อย่าบอกผ่าน ไม่ใช่เวลามาถ่อมตัว และ 4:30 ชั่วโมง คือเป้าหมายนั้น เอาใจช่วยเราด้วยนะแก 💕

อังคาร EASY RUN WITH 5 SPRINTS 55 นาที
TE 4.6 Recovery Time 27 ชั่วโมง Running Performance 41


เท้าเปล่า 40 นาทีสุดท้าย ตอนแรกตั้งใจจะคุมเพซ 6:50 ตามโจทย์ แต่เท้าเปล่าทีไรยิ่งวิ่งยิ่งมันทู้กที บวกกับพักนาน สดโคตร ก็เลยเปลี่ยนใจกลางอากาศว่า Negative Split สนุกๆ ไปเลยละกัน วิ่งเสร็จกลับบ้าน เอ็นตึงสิครับท่่าน อยากเขกกะโหลกตัวเองจริงๆ แถม Running Performance ตกจาก 43 เหลือ 41 ด้วย ...ก็เข้าใจแหละนะ ว่าเท้าเปล่าทีไร performance ตกตลอด.. แต่ตกเยอะไปม้าย... อิน้องใจคอบ่ดีเลย 

https://www.endomondo.com/users/862998/workouts/841954981

ศุกร์ EASY RUN 45 นาที
TE 3.1 Recovery Time 15 ชั่วโมง Running Performance 42


ล้องห้ายอะแกรรร ท่าทาง ฯพณฯ Endo จะให้ Taper เร็วไปจิงๆ Running Performance ที่อุตส่าห์ฟูมฟักมาจนได้ 43 เลยตกลงเหลือ 42 ... เฮ้อ ไม่เป็นไร ลองผิดลองถูกกันไป อย่างน้อยก็ได้สดล่ะว้า อิโด่วววว อย่างไรก็ตาม ยังมีเรื่องชูใจได้บ้าง วันนี้ตั้งใจคุมความเหนื่อยที่สัมพันธ์กับความเร็ววิ่งยาว ...เอ้อ ดูดี เพซได้  หัวใจนิ่งๆ สวยๆ ทักษะยังอยู่วุ้ย!!

จบการซ้อมครั้งสุดท้าย ไม่เจ็บ แต่สภาพไม่ถือว่าเต็มร้อย (คนที่ลงแข่งด้วยสภาพเต็มร้อยได้นี่แข็งแกร่งจริงๆ นับถือเลย) ยังมีตึงน่อง ตึงเอ็นเวลาบิดเท้าในองศาแปลกๆ นิดหน่อย คิดว่าได้พักอีกวันน่องคงหายตึง แต่เอ็นนี้ไม่รู้...สำหรับเรา แค่นี้ก็ดีถมถืดแล้วแก   

วิธีคำนวณ pace เฉลี่ยจากเวลาเป้าหมาย

สมมุติว่าต้องการวิ่งมาราธอนให้จบภายในเวลา H:MM (H ชั่วโมง MM นาที) แล้วอยากรู้ว่าต้องวิ่งด้วย pace เฉลี่ยเท่าไหร่ ให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

1) แปลงเวลาเป้าหมายเป็นนาที สมมุติเรียกว่า T

T = (60*HH) + MM

2) เทียบบัญญัติไตรยางศ์เพื่อหาเวลาต่อกิโลเมตร สมมุติได้ค่าเป็น m.cc 

m.cc = T/42.195

3) แปลงวินาทีจากฐาน 10 เป็นฐาน 60 เรียกค่าที่แปลงแล้วว่า ss

ss = 0.6*cc

4) เพซเฉลี่ยที่ต้องการจะมีค่าเท่ากับ m:ss (m นาที ss วินาที ต่อกิโลเมตร)
=====================
ยกตัวอย่างเช่น เราต้องการวิ่งมาราธอนให้จบภายในเวลา 4:30 ( 4 ชั่วโมง 30 นาที)

T = (60*4) + 30 = 270

m.cc = 270/42.195 = 6.40

ss = 0.6*40 = 24

ดังนั้นต้องวิ่งด้วยเพซเฉลี่ย 6:24 (6 นาที 24 วินาที ต่อกิโลเมตร)
====================

Weekly Mileage 15.78 กม.

Friday, November 25, 2016

การฝึกซ้อมมาเก๊ามาราธอน สัปดาห์ที่ 11 | 2 comments:

วิธีแปลง pace เป็น speed

วันนี้อยากเล่าเรื่องการแปลง pace เป็น speed ...น่าจะทำเป็นกันหมดแล้วมั้งเนาะ แต่ขอเขียนซักหน่อย เพราะ search แล้วยังไม่มีใครเขียน เอาไว้ใช้เวลาอยากวิ่งตาม pace เป้าหมาย (ความเร็วแบบที่มีหน่วยเป็น นาที/กม.) แต่มีเหตุให้ไม่สามารถวิ่งกลางแจ้งได้ จำเป็นต้องวิ่งบนลู่ไฟฟ้า ซึ่งส่วนมากตั้งความเร็วได้เป็นแบบ speed เท่านั้น (ความเร็วแบบที่มีหน่วยเป็น กม./ชม.) ขั้นตอนการคำนวณมีดังต่อไปนี้

1) แปลง pace ให้เป็นวินาที
สมมุติว่าต้องการวิ่งเพซ mm:ss (mm นาที ss วินาที) แปลงเป็นวินาที สมมุติเรียกว่า PP จะได้ว่า

                           PP = (60*mm)+ss

 2) เทียบบัญญัติไตรยางศ์ 
 ไม่ต้องตกใจ เอาสูตรไปเลยแล้วกัน สมมุติให้ speed ที่คำนวณได้เรียกว่า SS จะได้ว่า
                                                     
                           SS = 3600/PP 

เท่านี้ก็สามารถเอาค่า SS ไปตั้งความเร็วบนลู่วิ่งไฟฟ้าได้แล้ว

================================
ยกตัวอย่างเช่น เราต้องการวิ่งเพซ 6:50 นาที/กม.

ดังนั้น                PP  =  (60*6)+50 = 410
                         SS =  3600/410 = 8.78      กม./ชม.




ยังไม่ทันได้กลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีเลย Taper ซะแระ...ว้าแย่จัง 😉 

สัปดาห์นี้ ฯพณฯ ให้วิ่งแค่ 2 วัน ตอนแรกกะว่าจะขยันส่งท้ายซะหน่อย ด้วยการวิ่งเพิ่มให้ครบ 50 กม. เพราะสภาพร่างหลังวิ่ง 32k ก็สดดี ไม่เจ็บไม่ตึงอะไรเลย น่าจะยาวระดับ 25 กม.ได้อีกครั้งนึง โชคดี ว้นจันทร์ไม่รู้นั่งท่าไหน บังเอิญเอานิ้วไปกดข้างหน้าแข้งตรงเหนือตาตุ่มเข้า...เฮ้ย...กดแล้วเจ็บว่ะ T_T เอ็นแถวๆ นั้นน่าจะบอบช้ำอยู่แต่ไม่แสดงออก ในฐานะที่เป็นนักวิ่งกระดูกยุง ขอปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า ใกล้แข่งแล้ว

ดังนั้นเวลาเช้าของวันเสาร์-อาทิตย์ ที่กะจะวิ่งยาวส่งท้าย คงเปลี่ยนมา Cross-Training เบาๆ ด้วยการปั่นจักรยานในยิม ในระดับ TE ไม่เกิน 3 แทน จะได้รักษาความฟิต แต่ไม่เพิ่มความเสี่ยงบาดเจ็บ




พุธ TEMPO RUN 6.55 KM
TE 3.6 Recovery Time 17 ชั่วโมง Running Performance 43

Tempo ครั้งสุดท้ายของตารางซ้อมมาราธอน เบาๆ แค่ 10 นาที แปะหัวท้ายด้วยเพซวิ่งยาวอย่างละ 2.4 กม. ทำได้น่าพอใจว่ะแก ^___^ นานๆ จะรู้สึกแบบนี้ซักที 

วิ่งหัวท้าย กะเพซ/ความเหนื่อยได้แม่น Tempo ตรงกลางเพซออกมาเร็วไปนิด แต่คุมจังหวะและความเหนื่อยได้ดี กลับจากมาราธอนถ้าไม่บอบช้ำนัก อีกสัปดาห์นึงจะลองวิ่ง 10k เพซ Tempo สูงนี้ดูซักครั้ง หวังลึกๆ ว่าจะทำได้ซัก 55 นาที (ล่าสุดปลายเดือนสิงหา วิ่ง 10k ล่อไป 58 นาทีอะแกร อืดมากกก)  

https://www.endomondo.com/users/862998/workouts/838924170

พฤหัส EASY RUN WITH 5 SPRINTS 55 นาที
TE 2.9 Recovery Time 18 ชั่วโมง Running Performance 43

ครั้งแรกที่ซ้อมมาราธอนโปรแกรมนี้บน Treadmill โจทย์ต้องการให้วิ่งด้วยความเร็ววิ่งยาว นั่นคือ 6:50 นาที/กม. หรือคิดเป็น 8.78 กม./ชม. เลยตั้งไปที่ 9 ซะเลยง่ายดี ใส่ความชันไปด้วย 1% จะได้เหนื่อยใกล้เคียงการวิ่ง outdoor หน่อย (จริงๆ ต้องกี่ % ก็ไม่รู้ แต่เอาแค่นี้แหละ) กราฟความเร็วที่เห็น ได้มาจาก accelerometer ในนาฬิกา ที่ประเมินความเร็วจากการลักษณะการแกว่งแขนของเรา ผลที่ได้มักจะไม่ตรงกับความเร็วบนหน้าปัดลู่วิ่ง 

ถามว่าเชื่ออะไรดี? ส่วนตัวแนะนำให้เชื่อความเร็วบนหน้าปัดลู่วิ่งดีกว่า เพราะความเร็วลู่วิ่งคำนวณได้จริงจากความเร็วรอบของ motor แต่ความเร็วบนนาฬิกามาจากการ estimate ล้วนๆ

สนใจเรื่องการ estimate ความเร็วด้วย accelerometer อ่าน วิ่งทันโลก 34: ทุกสิ่งที่คุณอยากรู้เกี่ยวกับ Pedometer

https://www.endomondo.com/users/862998/workouts/839262893

Weekly Mileage 15.22 กม.

Tuesday, October 25, 2016

การฝึกซ้อมมาเก๊ามาราธอน สัปดาห์ที่ 6 | 4 comments:

ครึ่งทางแย้ว \ ^_^ /
ถ้าขี้เกียจฟังเราบ่นเรื่องการซ้อม ก็ขอให้อ่านตอนสุดท้ายนะแก อันนี้กลั่นจากประสบการณ์เลย

ยืด hamstring หลังวิ่งยาว


พุธ Tempo run in 2 intervals 1h:22m:00s
TE 4.4 Recovery Time 39 ชั่วโมง Running Performance 41

วันนี้จริงๆ โปรแกรมให้ Tempo 10 นาที 2 เที่ยว โดยประมาณให้ว่าเราน่าจะมีความเร็ว Tempo ประมาณ 6:08 นาที/กม. ซึ่งพุธที่แล้วเราก็วิ่งได้ประมาณนี้ด้วยความเหนื่อยระดับต้นโซน 4 เห็นผลออกมาแบบนั้นเลยรู้สึกใจไม่ดี เพราะคิดมาตลอดว่าเราน่าจะฟิตกว่าที่ตารางประเมินให้ ก็จริงๆ แล้ววันที่ทดสอบ Cooper เราควรทำได้ดีกว่านั้นน้าา  > < 

อย่ากระนั้นเลย modify โปรแกรมเองดีกว่า วิ่งมันโซน 5 ปลายๆ ซะเลย คิดเอาว่า 10 นาที 2 เที่ยวเองยังไงก็ไหว...ผลปรากฏว่าได้รอบเดียวแก ครบ 10 นาทีแล้ว พอจะวิ่งอีกเที่ยวขามันก้าวไม่ออก อาการแลคติกท่วมแบบเดียวกับวันนู้นเลย แถมตอนหยุดพักกลางทางก็หน้ามืดด้วย...อาการหนักจริงๆ ที่ช้ำสุดคือ Best km ทำความเร็วได้แค่ 5:32 นาที/กม. เท่านั้น!! นี่คุมจังหวะที่โซน 5 ปลายแล้วนะแก ไม่ได้บอกผ่าน T_T

คงต้องทำใจแล้วว่า Running Performance ตกและซึมยาวที่ 41 ซึ่งน่าจะเป็นผลจากการขาดซ้อมยาว 2 สัปดาห์ติดต่อกัน ดังนั้นสัปดาห์นี้ ยังไงก็ต้องจะซ่อมตารางวิ่งยาวที่ขาดไปให้จงได้



https://www.endomondo.com/users/862998/workouts/824063431


พฤหัส EASY RUN WITH 5 SPRINTS 55 นาที
TE 4.7 Recovery Time 25 ชั่วโมง Running Performance 41

ผลการวิ่งเมื่อวานทำให้ตระหนักว่าประสิทธิภาพของการวิ่งโซนหัวใจสูงๆ ของเราตกไปมาก วันนี้ก็เลยแหกโปรแกรมอีกครั้ง ปล่อยหัวใจไหลขึ้นไปโซน 4 ยาวๆ ตามสถานการณ์และตามขาจะพาไป อยากวิ่งเหนื่อยๆยาวๆ ดูบ้าง ปรากฏว่าวันนี้อยู่โซน 4 เกือบ 70% แต่เพซอยู่ในช่วง 6:30-6:40 เท่านั้นเองแก อืดได้อีก > < ก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าตอนนี้เราอยู่ตรงไหน ดูกันต่อไปแก 


https://www.endomondo.com/users/862998/workouts/824475517



เสาร์ EASY 15.00 KM
TE 2.3 Recovery Time 23 ชั่วโมง Running Performance 41

วิ่งแค่ 13 กม. และตั้งใจคุมโซน 2 แบบสุดๆ เพราะอยากถนอมร่างกาย...บอกตัวเองตลอดทาง...พรุ่งนี้กุต้องสด!!! ผลที่ได้น่าพอใจ จำได้เลยแต่ก่อนวิ่งโซน 2 แรกๆ นี่ยังกะเดิน เพซปาไป 8:30 เดี่๋ยวนี้ขึ้นมาที่ 8:00 แล้วแบบสบายๆ 

สิ่งใดในโลกล้วนเป็นเช่นนี้ อะไรที่ฝึกบ่อยๆ มันก็จะเชี่ยวชาญ สิ่งใดที่ห่างเหินมันก็เป็นอื่น (ประสิทธิภาพในการวิ่งโซนสูงๆ ...และความรักก็เช่นกันนะแก ^ ^)

อาทิตย์ EASY 18.00 KM
TE 2.6 Recovery Time 63 ชั่วโมง Running Performance 41

โปรแกรมให้วิ่ง 18 แต่เราวิ่ง 28 กม. เพื่อซ่อมโปรแกรมวิ่งยาวของ 2 สัปดาห์ที่แล้วที่ขาดซ้อมไป (วิ่งจริง 11 รอบสวนรถไฟ ได้ระยะ 29.14 กม.)

ถามว่า...อย่างงี้ก็ได้เหรอ?...ซ่อมย้อนหลังตั้ง 2 สัปดาห์?!

คำตอบคือ...ไม่รู้เหมือนกัน...ลองดู ^ ^ แต่ถ้าให้ตอบด้วยวิจารณญาณก็คือ...ได้หรือไม่ ต้องดูโปรแกรมของสัปดาห์ถัดไป ถ้าสัปดาห์ถัดไปไม่ได้ยาวอีก ก็ซ่อมได้ เพราะเราจะไม่ซ้อมยาวสองสัปดาห์ติดกัน (ยาวสำหรับเราคือ 28 กม.ขึ้นไป) และในสัปดาห์ที่จะซ่อม ก็ต้องระวังไม่ให้ Mileage สะสมกระโดดขึ้นจากของเดิมมากเกินไป...อย่าถามว่าแค่ไหนถึงเรียกว่าเพิ่มมากเกินไป...เราก็ไม่รู้ว่ะ...เอาเป็นว่าใช้ heuristic algorithm เอาเองนะแก  ^ ^ Bottom line คือ ซ้อมแบบระวังตัวที่สุด ยังไงก็ได้ให้ไม่เจ็บง่ะ

https://www.endomondo.com/users/862998/workouts/825870456


ข้อปฏิบัติ 3 อย่างที่เราเพิ่งเอามาใช้ในการซ้อมมาราธอนครั้งนี้ เพื่อจุดมุ่งหมาย "ซ้อมให้ตลอดรอดฝั่ง" คือ

1) ไม่ฟังเพลง 

เหตผลแรกเพื่อจะได้ฟังเสียงฝีเท้าตลอดเวลา เพราะเวลาวิ่งยาวตอนท้ายๆ ขาจะเริ่มล้า ถ้าไม่ควบคุมให้ดี เราจะลงเท้าหนักขึ้น ซึ่งนั่นหมายถึงแรงกระแทกที่กระทำต่อเท้าก็มากขึ้นด้วย เอ็นร้อยหวายอันอ่อนไหวของเราพร้อมบวมเสมอ ต้องเอาใจใส่มันหน่อย

เหตุผลถัดมาคือ ถ้าฟังเพลง จะเสียสมาธิในการควบคุมความเร็ว เพราะเรามักวิ่งไปตามจังหวะเพลง ซึ่งในการวิ่งยาว เราชอบคุมหัวใจและความเร็วให้ค่อยๆ เพิ่ม มากกว่าจะปล่อยตามยถากรรม

อย่างไรก็ตาม เวลาวิ่งลู่สายพานในยิมเรายังฟังเพลงอยู่ เพราะมันน่าเบื่อมาก การฟังเพลงช่วยให้เวลาผ่านไปอย่างไม่ทรมานนัก ส่วนเรื่องการคุมความเร็วนั้นไม่ต้องกลัว เพราะลู่สายพานตั้งความเร็วคงที่ได้ และปกติเราวิ่งบนสายพานช้าๆ และวิ่งไม่นาน อยู่แล้ว...ก็ยิมที่คอนโดฯให้คิวแค่คนละ 30 นาทีเอง ^ ^"

Sony Walkman เครื่องเล่น mp3 ที่เราใช้อยู่


2) วิ่งยาวให้ช้าจริงๆ 

มีบทความมากมายที่ระบุความเร็วของการซ้อมยาว ส่วนมากบอกตรงกันว่าต้องช้ากว่าความเร็วที่ตั้งใจจะวิ่งมาราธอน 1-1:30 นาที ต่่อกม.เลยทีเดียว (เดี๋ยวว่างๆ แปลมาให้อ่านนะแก) ก่อนหน้านี้เราไม่เคยสนใจ เพราะคิดว่า จะแข่งเพซไหนก็ต้องซ้อมเพซนั้นสิ เพซมาราธอนมันก็ช้าอยู่แล้ว น่าจะซ้อมได้อยู่นา อีกอย่าง ถ้าลดความเร็วมาขนาดนั้น มันจะช้าโคตรๆ เลยนะเห้ย อย่างเรา ถ้าอยากแข่ง 6:30 ต้องซ้อม 7:30-8:00 เลยเหรอ?
          
แนวคิดเบื้องหลังหลักการนี้เราจำไม่ได้แล้ว แต่แนวคิดของเราคือ เราซ้อมยาวเพื่อให้ขาอดทนต่อระยะแข่งขัน ส่วนหัวใจในโซนแข่งขัน เอาไปซ้อมในวันที่วิ่งสั้นกว่านี้ก็ได้ (ในโปรแกรมจะมีสัปดาห์ที่ให้ซ้อมความเร็วมาราธอนที่ระยะ 19 กม.) ในวันแข่ง ร่างกายจะประกอบร่าง "ขาแข่ง+หัวใจแข่ง" เข้าด้วยกันเอง การเอา "หัวใจแข่ง" ไปไว้ในวันซ้อม "ขาแข่ง" มันหนักต่อร่างกายเกินไป อาจฟื้นไม่ทัน และที่แย่กว่านั้นคือเจ็บ 

วิ่งช้า แรกๆ มันก็ยาก รู้สึก "ตูดเตี้ย" (สำนวนโค้ชม้อก ^ ^) ขาล้าเพราะไม่ใช่ท่าที่ลื่นไหล แต่ฝึกไปเรื่อยๆ ร่างกายก็ปรับให้ท่วงท่าสบายกับความเร็วนี้ได้เอง ร่างกายมนุษย์มหัศจรรย์จริงๆ นะ



3) พักให้พอ

ข้อนี้จะเกี่ยวรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่ในฐานะคนที่เชื่อมั่นในเทคโนโลยีและศึกษามานิดหน่อย เราคิดว่า Recovery Time ของ Suunto เชื่อถือได้ และควรเชื่อ เพื่อให้เกิดการซ้อมที่มีประสิทธิภาพ ป้องกันภาวะโอเวอร์เทรน ตามที่เราเคยเขียนเรื่องนี้ไว้ในโพสต์ วิ่งทันโลก 26: การฟื้นสภาพนั้นสำคัญไฉน

ดังนั้นในการซ้อมครั้งนี้ เราจะดู Recovery Time ในนาฬิกาเสมอ ซึ่งนอกจากจะบอกค่านี้ภายหลังการซ้อมแต่ละครั้งแล้ว Suunto ยังบอกค่านี้แบบสะสม (accumulate) ด้วย โดยถ้าไม่มีการฝึกซ้อมครั้งต่อไป Recovery Time แบบสะสมนี้จะลดลงเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไป ถ้าลงถึง 0 เมื่อไหร่ก็แปลว่าการพักเสร็จสมบูรณ์ พร้อมฝึกซ้อมครั้งต่อไปได้แล้ว แต่ถ้ายังพักไม่ครบแล้วเราไปซ้อม Recovery Time จากการฝึกซ้อมครั้งใหม่ก็จะทบเข้าไปกับของเดิมที่เหลืออยู่ สะสมไปเรื่อยๆ เช่นนี้ จนกว่าเราจะใช้หนี้หมด

นาฬิกาสำหรับไตรกีฬา Suunto Ambit3 Sport BananaRun
นาฬิกาสำหรับไตรกีฬา Suunto Ambit3 Sport 
ราคา 12,800 บาท

ถ้าวันไหนเมื่อถึงเวลาซ้อมแล้วพบว่า Recovery Time สะสมยังเหลือมาก (แค่ไหนเรียกว่ามากต้องพิจารณาเอาเอง สำหรับเราคือ 12 ชั่วโมง-ตัวเลขนี้เราก็ตั้งขึ้นเองนี่แหละ ^ ^) เราต้องตัดสินใจใหม่ว่าจะซ้อมดีหรือไม่ โดยดูจากสภาพร่างกายและผลประกอบการล่าสุด ตัวอย่างเช่นวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ก่อนวิ่งพบว่าเหลือ Recovery Time สะสมถึง 15 ชั่วโมง เลยตัดสินใจเลื่อนวิ่งยาวไปไว้วันจันทร์ดีกว่า เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมารู้สึกว่าร่างกายไม่ค่อยดี อีกอย่าง อยากวิ่งยาวแบบสดๆ พักผ่อนเพียงพอด้วย

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทั้ง 3 ข้อนี้ได้ผลแค่ไหน แต่ตอนนี้ซ้อมมา 6 สัปดาห์แบบไม่เจ็บเลย ยาวนานที่สุดเท่าที่เคยซ้อมมาราธอนมาแล้ว ถ้าคิดข้ออื่นออกจะมาเล่าให้แกฟังอีกนะ เอาใจช่วยเราด้วยล่ะ ^ ^


Weekly Mileage  52.04 กม. 


โพสต์ที่เกี่ยวข้อง
การฝึกซ้อมมาเก๊ามาราธอน สัปดาห์ที่ 5

Sunday, September 25, 2016

การฝึกซ้อมมาเก๊ามาราธอน สัปดาห์ที่ 2 | No comments:

พุธ 12M:00S TEST
TE 3.6 Recovery Time 11h
คูเปอร์เทส (Cooper Test) เป็นวิธีง่ายๆ ที่ใช้วัดระดับความฟิต (ความอดทนของระบบแอโรบิค) ของเราได้ วิธีคือ วิ่งให้ได้ระยะทางมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ภายในเวลา 12 นาที โดยควรรักษาความเร็วในการวิ่งให้คงที่ ไม่ใช่วิ่ง sprint แล้วหยุดเดินเป็นพักๆ

เมื่อนำระยะทางที่วิ่งได้มาเทียบกับตารางซึ่งแบ่งตามเพศและช่วงอายุ จะบอกระดับความฟิตคร่าวๆของเราได้

ตาราง Cooper Test


และถ้าเอาระยะทางนั้น (หน่วยเป็นเมตร) มาเข้าสูตรคำนวณ ก็จะประเมินค่า VO2max ของเราได้ สูตรคือ

VO2Max = (d - 504.9) / 44.73 

Monday, September 19, 2016

การฝึกซ้อมมาเก๊ามาราธอน สัปดาห์ที่ 1 | No comments:

ช่วงหยุดยาววันพ่อปีนี้เราจะไปวิ่งงานมาเก๊ามาราธอนกับร้านกล้วยค่ะ ที่ตัดสินใจไปวิ่งงานนี้ส่วนหนึ่งเพราะปลายปีมาเก๊าจะมีอุณหภูมิประมาณ 15 องศา ซึ่งเป็นอุณหภูมิในฝันของนักวิ่งระยะไกล (5-15 องศาเซลเซียส) ตามคำแนะนำของ IAAF

วิ่งมาเก๊ามาราธอนกับ Banana2U


Sunday, March 6, 2016

บันทึกเท้าเปล่า: กิโลเมตรที่ 5-10 | 2 comments:

กลับไปอ่านโพสต์ บันทึกเท้าเปล่า: กิโลเมตรที่ 0-4 พบว่าตัวเองเคยตั้งใจจะลงวิ่งมินิมาราธอนเท้าเปล่าตั้งแต่ปลายปี 2556 (2013) เอาเข้าจริง กว่าจะได้วิ่งมินิฯเท้าเปล่าครั้งแรกก็ช้ากว่าที่ตั้งใจไว้ 2 ปี 4 เดือนโน่น จำไม่ได้แล้วว่าทำไมปลายปี 56 ถึงไม่ได้วิ่ง เดาว่าคงเป็นเพราะพอวิ่งยาวขึ้นเรื่อยๆ ซัก 5-6 กม. แล้วพบว่ายังแก้ปัญหาวิ่งแล้วเท้าพองไม่ได้ 

SET BULL RUN งานวิ่งมินิมาราธอนเท้าเปล่าครั้งแรก
SET BULL RUN งานวิ่งมินิมาราธอนเท้าเปล่าครั้งแรก

Friday, November 6, 2015

วิ่งทันโลก 27: HRV กับนักวิ่ง | No comments:

คอลัมน์วิ่งทันโลก

Thai Jogging Magazine ฉบับประจำเดือนตุลาคม 2558
โดย oorrunningblog


แวบแรกที่อ่านหัวเรื่อง เชื่อว่านักวิ่งร้อยละ 99 ต้องงงแน่นอน HRV นี่มันอะไรเหรอ? หมายถึง HIV หรือเปล่า? ...ไม่ค่ะ แล้วก็ไม่ใช่ Heart Rate Monitor - HRM ด้วย เกริ่นไว้ตรงนี้ก่อนว่า มันคือค่าที่ในอนาคต จะถูกใช้อย่างแพร่หลายขึ้นเรื่อยๆ ในวงการกีฬา ดังนั้นวิ่งทันโลกจึงขอเอามาเล่าให้ฟังก่อนใคร อ่านไว้ทันสมัยแน่นอน

HRV กับนักวิ่ง


Friday, September 4, 2015

วิ่งทันโลก 26: การฟื้นสภาพนั้นสำคัญไฉน | 7 comments:

คอลัมน์วิ่งทันโลก
Thai Jogging Magazine ฉบับประจำเดือนสิงหาคม 2558
โดย oorrunningblog



เพื่อนนักวิ่งที่เข้าวงการใหม่ๆ คงเคยได้ยินคำเตือนจากรุ่นพี่ว่าห้ามวิ่งติดกันทุกวัน อย่างน้อยใน 1 สัปดาห์ต้องมีวันพักบ้างสักวันก็ยังดี หรือ ไม่ควรวิ่งหนักติดกัน 2 วัน ถ้าวันนี้ลงคอร์ตหรือวิ่งยาว วันพรุ่งนี้ต้องวิ่งสบายๆ เหตุผลเบื้องหลังของคำเตือนเหล่านี้ก็คือ ต้องการให้ร่างกายเกิดการฟื้นสภาพนั่นเอง

ถามว่า แล้วถ้าร่างกายเราไหวล่ะ เราจะวิ่งทุกวันได้มั้ยจะได้ผอมเร็วๆ หรือเราจะซ้อมโหดๆติดกันไปเลย ได้มั้ยจะได้เก่งเร็วๆ คำตอบคือ ไอ้ที่คิดว่า “ร่างกายไหว” น่ะ มันไหวจริงมั้ย แล้วจะไหวไปอีกนานแค่ไหน 

ในช่วงแรกๆ ร่างกายอาจฟื้นสภาพ (Recovery) ได้ทันเพราะต้นทุนที่มีอยู่คือกล้ามเนื้อที่สดใหม่ แต่เมื่อเราใช้งานมันแบบไม่ให้พักผ่อน กล้ามเนื้อจะเริ่มอ่อนแอลงเรื่อยๆ เวลาที่ต้องใช้ในการฟื้นสภาพก็จะนานขึ้น จาก 1 วันเป็น 2 หรือ 3 วัน ถ้าเรายังดึงดันใช้งานก่อนที่มันจะฟื้นสภาพเสร็จ ก็เปรียบเสมือนโดดบันจี้จั๊มป์ด้วยเชือกเปื่อยๆ นั่นเอง... หายนะรออยู่ข้างหน้าแล้ว... แทนที่จะได้ผอมทันใจหรือเก่งทันใจ ก็ต้องหยุดวิ่งไปเป็นเดือนเพราะบาดเจ็บในที่สุด

การฟื้นสภาพไม่ได้สำคัญต่อกล้ามเนื้อเท่านั้น ยังสำคัญกับความฟิตอีกด้วย สำหรับเพื่อนนักวิ่งที่ฝึกซ้อมเพื่อเป้าหมายเรื่องเวลาหรือสมรรถภาพทางกีฬา เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้มีประโยชน์อย่างยิ่ง 


การฝึกซ้อมทำให้เราพัฒนาความฟิตได้อย่างไร
คลิกที่รูปเพื่อขยาย ดัดแปลงจาก runneracademy

Friday, July 3, 2015

วิ่งทันโลก 24: มาวิ่ง (สลับเดิน) มาราธอน กันเถอะ | No comments:

คอลัมน์วิ่งทันโลก
Thai Jogging Magazine ฉบับประจำเดือนมิถุนายน 2558
โดย oorrunningblog



เพื่อนนักวิ่งหลายคนคงเคยได้ยินแผนการวิ่งมาราธอนที่เรียกว่า “วิ่งสด” กันมาแล้วใช่มั้ยคะ สำหรับเรา เคยอ่านเรื่องนี้จากบทความของลุง กฤตย์ ทองคง เจ้าของคอลัมน์ “วิ่งให้ดีต้องมีโค้ช” ใน Thai Jogging ของเรานี่เอง ในบทความดังกล่าว ท่านได้อ้างอิงไว้ว่าเป็นแนวคิดของ Jeff Galloway ที่เขียนไว้เมื่อ 17 ปีที่แล้ว

พูดอย่างรวบรัด “วิ่งสด” คือการวิ่งสลับเดินอย่างมีแบบแผนตั้งแต่เริ่มออกสตาร์ท ไม่ใช่รอจนอ่อนเปลี้ยวิ่งไม่ไหวแล้วค่อยเดิน ส่วนแบบแผนที่ว่า อาจเป็น วิ่ง 2 กิโลเมตรสลับเดิน 1 นาที หรือ วิ่ง 1 กิโลเมตรสลับเดิน 30 วินาที หรืออื่นๆ ...ยังไงก็ได้แล้วแต่เราจะออกแบบ

Monday, May 4, 2015

การฝึกซ้อมพัทยามาราธอน สัปดาห์ที่ 5 | 7 comments:


ตารางฝึกซ้อมพัทยามาราธอนสัปดาห์ที่ 5
ตารางฝึกซ้อมพัทยามาราธอนสัปดาห์ที่ 5
คลิกที่ภาพเพื่อขยาย

ไม่ได้วิ่งเลยตั้งแต่วันพฤหัสสัปดาห์ที่แล้ว รอให้เอ็นใต้ตาตุ่มหายสนิท กระโดดขาเดียวได้แล้วก็ไม่วิ่ง หมุนเท้าตามมุมต่างๆไม่ตึงแล้วก็ยังไม่วิ่ง รออีก 2 วันถึงลองวิ่งเป็นครั้งแรก...ไม่ใช่อะไรหรอก...กลัวโดนเก็บตังค์ 555+ (อ่านบันทึกการซ้อมสัปดาห์ที่ 4 ค่ะ ถ้าไม่เก็ท) ดังนั้นสัปดาห์นี้จึงได้วิ่งวันเดียวเท่านั้น คือวันสุดท้ายเลย

วันอาทิตย์ที่ 3 พฤษภาคม 2558: วิ่งยาว 1 ชั่วโมง 30 นาที HR ในช่วง 148-162 bpm

ผลการฝึกซ้อม: วิ่งระยะทาง 12:45 กม. เวลา 1:30 ชั่วโมง เพซเฉลี่ย 7:12 นาที/กม. 


ซ้อมพัทยามาราธอน สัปดาห์ที่5วันที่7
http://app.endomondo.com/workouts/514768036/862998

Monday, April 20, 2015

การฝึกซ้อมพัทยามาราธอน สัปดาห์ที่ 3 | 4 comments:



ตารางฝึกซ้อมพัทยามาราธอน สัปดาห์ที่ 3
คลิกที่รูปเพื่อขยาย

วันจันทร์ที่ 13 เมษายน 2558: โยคะหรือพิลาทีส ไม่กำหนดเวลา

ผลการฝึกซ้อม: ไม่ได้ซ้อม เพราะเอาเวลาไปวิ่งยาวซ่อมตารางเมื่อวานแล้ว
=====================================

Friday, October 3, 2014

วิ่งทันโลก 15: หัดวิ่งอย่างไรไม่ให้บาดเจ็บ: ฉบับคนอ้วน | 7 comments:

คอลัมน์วิ่งทันโลก
Thai Jogging Magazine ฉบับประจำเดือนสิงหาคม 2557
โดย oorrunningblog


วิ่งทันโลกฉบับนี้ ผู้เขียนขอฉลองการเป็นนิตยสารหน้าสีทั้งเล่มของ Thai Jogging Magazine ด้วยการลงกราฟซะเลย อิอิ อัดอั้นมานานแล้ว เพราะงานวิจัยทั้งหลาย จะอธิบายได้เห็นภาพที่สุดเมื่อใช้กราฟ อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้อ่านที่เห็นกราฟแล้วรู้สึกว่า “เครียดวุ้ย!! เปิดผ่านดีกว่า ฟึ่บ!! (เสียงพลิกหน้ากระดาษ)” ก็ขอได้โปรดช้าก่อน กราฟก็เหมือนภาพประกอบภาพหนึ่ง ดูไม่รู้เรื่องก็ไม่เป็นไร สุดท้ายเราจะมีบทสรุปให้ท่านเอง (ห้ามทันมั้ยน้อ ^ ^”)

พวกเรายังจำตอนที่หัดวิ่งใหม่ ๆ ได้มั้ยคะ ? มีโปรแกรมซ้อมหรือมีกฎเหล็กที่ใช้เป็นแนวทางในการหัดวิ่งหรือไม่ ? เชื่อว่าส่วนใหญ่ไม่มี จะมีก็แต่จิตใจที่มุ่งมั่นฮึกเหิม บอกตัวเองว่าจะออกมาวิ่งทุกวันไม่ว่าฝนจะตกแดดจะออก ผ่านไปได้สักพัก นอกจากความฟินจากเอนโดฟินแล้ว สิ่งที่พวกเราส่วนมากพบเจอร่วมกันก็คืออาการบาดเจ็บนั่นเอง จนถึงวันนั้นแหละ พวกเราจึงเริ่มอยากรู้ว่าวิธีหัดวิ่งที่ถูกต้องเป็นอย่างไร

ที่ผ่านมามีเพียงคำแนะนำให้ผู้หัดวิ่งใช้เป็นแนวทางคร่าว ๆ ยังไม่มีการพิสูจน์ว่าคำแนะนำเหล่านี้ช่วยลดการบาดเจ็บได้จริงหรือไม่ แต่ล่าสุดทีมนักวิจัยจากเดนมาร์กได้นำเสนอผลการวิจัยที่ยืนยันได้ว่า สำหรับคนอ้วนที่หัดวิ่ง คำแนะนำบางประการช่วยลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บได้จริง ๆ มาดูกันค่ะว่ามีอะไรบ้าง

หัดวิ่งอย่างไรไม่ให้บาดเจ็บ ฉบับคนอ้วน
Cr. lifestyle4boomers

Thursday, December 26, 2013

9 ไอเท็มปริศนาของคนไม่วิ่ง (ภาคจบ) | No comments:

มาต่อกันที่ไอเท็มปริศนาชิ้นที่ 6-9 กันเลยค่ะ ขอ recap รูปเดิมมาลงก่อน จะได้ไม่ต้องย้อนไปเปิด (ชิ้นที่ 1-5 ได้เฉลยไปแล้ว ที่โพสต์ก่อนหน้านี้)



6) พลาสเตอร์ปิดหัวนม (Nip Guard)
ถ้าไม่ได้อยู่ในวงการ ท่านจะไม่รู้เลยว่านี่คือปัญหาหนักอกของนักวิ่งชาย (เพราะนักวิ่งหญิงส่วนมาก...น่าจะทั้งหมดแหละนะ...ใส่บราวิ่ง...เป็นปราการอีกชั้นอยู่แล้ว) นั่นคือ เมื่อวิ่งเป็นเวลานานๆ เสื้อจะเสียดสีหัวนมจนเลือดออก!! หลังแข่งแทบไม่อยากให้นมโดนน้ำกันเลยทีเดียว เพราะมันจะแสบมวากกก (ฟังเค้าเล่ามาอีกนะคะ ^ ^)

คลิกที่รูปเพื่อขยาย Cr: FB เรื่องวิ่งเรื่องกล้วย


วิธีป้องกัน ก็ตามที่สไลด์เรื่องวิ่งเรื่องกล้วยบอกไว้เลยค่ะ นั่นคือ ใช้เสื้อที่เนื้อผ้านุ่มนวล (ทางที่ดีลองใส่ซ้อมวิ่งไกลๆดูก่อน ถ้าเห็นว่ามีแววจะบาดนม วันแข่งจะได้ไม่ต้องเอามาใส่) ทาวาสลีนในจุดที่มีการเสียดสี และถ้าจะให้ชัวร์...ก็เอาพลาสเตอร์ปิดหัวนมไว้โลด ฝรั่งทำมาขายเป็นกิจลักษณะ ลองเข้าไปดูได้ที่ runguards.com ค่ะ

ขอขอบคุณพี่ปู กัญ คูสุวรรณที่ให้ไอเดียสำหรับไอเท็มนี้แก่น้องมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ _/|\_

7) ไฟกะพริบติดตัว
นักวิ่งบางคนซ้อมตอนเช้ามืด บางคนซ้อมตอนค่ำหรือดึก ถ้าวิ่งในสนามกีฬาก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าวิ่งตามถนนร่วมกับรถยนต์ บางครั้งก็น่าเป็นห่วงว่ารถจะมาเหมาเข่ง-สุดซอยไปรับประทาน เพราะไฟถนนมืดเต็มที ครั้นจะแขวนแผ่นซีดีไว้ที่ก้น เพื่อสะท้อนแสงไฟ ก็คงกระดอนตีก้นไปมาน่ารำคาญ 




ไฟกะพริบติดตัวจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด อันที่เห็นในรูปที่ 7 เป็นไฟกะพริบ LED เวลาจะใช้ก็เอามาเหน็บกับขอบกางเกง ขอบเสื้อ ขอบหมวก ตามอัธยาศัย น้ำหนักเบาและกันน้ำ วิ่งตากฝนได้ เปลี่ยนถ่านได้ ไม่รู้มีขายเมืองไทยหรือเปล่า เพราะเราซื้อมาจากงาน expo ตอนไปวิ่งที่สิงคโปร์มาราธอนค่ะ สนใจเข้าไปดูได้ที่ nathansports.com

8) อาหารให้พลังงานระหว่างวิ่ง
หรือทีเรียกกันทั่วไปว่า เพาเวอร์เจล หรือ กูเจล อย่าเข้าใจผิดว่านักวิ่งใช้ภาษาพ่อขุนนะคะ เพราะ GU คือชื่อยี่ห้อของอาหารให้พลังงานยอดนิยมนั่นเอง

ในการวิ่งระยะไกล นักวิ่งมักต้องเติมเกลือแร่และพลังงานระหว่างทาง จะเห็นว่าในงานวิ่งระยะฮาล์ฟมาราธอนขึ้นไป เมื่อถึงกม.ที่ 10 จะมีโต๊ะเพิ่มขึ้นจากปกติ เพื่อแจกน้ำเกลือแร่ แตงโม กล้วยหอม นักวิ่งบางคน ที่ไม่ถนัดจะกินอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันขนาดนั้น ก็จะพกกูเจลมากินเอง เพราะมันมีลักษณะเหมือนแป้งเปียก ฉีกซองแล้วรูดปรื๊ด กลืนลงคอไปเลย ไม่ต้องเคี้ยว ไม่หนักท้อง (แต่ต้องดื่มน้ำตามด้วยนะคะ ไม่งั้นติดคอและหวานแสบคอ)


ส่วนกินแล้วจะช่วยให้วิ่งได้ดี มีแรงมากขึ้นมั้ย อันนี้ต้องลองเอง เพราะโค้ชของเราซึ่งเป็นอดีตนักวิ่งมาราธอนทีมชาติ ก็ไม่กินค่ะ ดื่มแต่น้ำเกลือแร่เท่านั้น

9) ที่รัดใต้เข่า (Patella Band)
 ทำหน้าที่รัดเอ็นใต้หัวเข่า หรือ Patella Tendon เส้นเอ็นที่ยึดอยู่ระหว่างสะบ้ากับกระดูกหน้าแข้ง ซึ่งถ้าถูกใช้งานหนักเกินไป เช่นวิ่งเยอะเกินไป อาจเกิดการบวมหรือฉีกขาดเป็นบางส่วน หรือที่เรียกอาการนี้ว่า Patella Tendonitis


 ตามข้อมูลที่ได้จากเว็บขายที่รัดใต้เข่า การใช้อุปกรณ์นี้ จะช่วยลดแรงกดที่กระทำต่อกระดูกหน้าแข้ง ทำให้ช่วยได้ทั้งป้องกันและรักษาอาการเส้นเอ็นบวมหรือฉีกขาดดังกล่าว...อ่านแล้วก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ ว่ามันเกี่ยวกันยังไง ใครมีข้อมูลรบกวนแนะนำด้วยนะคะ

อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามคนที่ใช้ ก็บอกตรงกันว่าช่วยได้จริงๆ บางคนบอกว่าทำให้วิ่งเร็วขึ้นอีกด้วย อันนี้อยากรู้ก็ต้องลองเองนะคะ เราเองก็ไม่เคยลองเหมือนกัน ^ ^"


อ่านเรื่องที่รัดใต้เข่าเพิ่มเติมได้ ที่นี่
=============================================

พอแชร์ blog นี้ไปแล้ว เราได้ลองไปส่องดูว่าเพื่อนที่ไม่ใช่นักวิ่งตอบว่าอะไรกันบ้าง ก็พบคำตอบน่ารักๆ หลายอย่างเลยค่ะ เช่น

ทายว่า หนังยางเช็คพ้อยท์ เป็นฝ้ายผูกแขน เพื่อการบายศรีสู่ขวัญนักวิ่ง (อืม..ก็เข้าท่าดีเนาะ ^ ^)
ทายว่า footpod เป็นเข็มทิศเอาไว้กันหลงออกจากเส้นทาง (ท่าทางจะวิ่งช้ามากกกก ขนาดมองไม่เห็นใครในระยะสุดสายตาเลยทีเดียว)
ทายว่า ที่แปะหัวนม เป็นยาไว้อมใต้ลิ้น เวลาวิ่งแล้วเกิดอาการชัก (วิ่งมันโหดขนาดนั้นเทียวรึ)

แล้วคุณล่ะคะ เอาไปถามเพื่อนแล้วได้คำตอบมันๆ อะไรกันบ้าง เล่าสู่กันฟังมั่งเน้อ ^___^


Friday, December 6, 2013

วิ่งทันโลก 6: Cross training นั้นสำคัญไฉน | 4 comments:

คอลัมน์วิ่งทันโลก
Thai Jogging Magazine ฉบับประจำเดือนตุลาคม 2556
โดย oorrunningblog


นักกีฬาทุกประเภทควรฝึกวิ่งร่วมด้วยฉันใด นักวิ่งก็เองก็ควรเล่นกีฬาประเภทอื่นๆ ควบคู่ไปด้วยฉันนั้น เราเรียกการออกกำลังกายชนิดใดๆ ก็ตามที่ไม่ใช่กีฬาหลักที่เรากำลังฝึกซ้อมอยู่ แต่ยังสามารถส่งผลดีในทางใดทางหนึ่งต่อกีฬาหลักของเราได้ว่า การฝึกต่างแบบ หรือที่รู้จักกันแพร่หลายในชื่อทับศัพท์ว่า ครอสเทรนนิง (Cross-training) นั่นเอง

การฝึกต่างแบบเริ่มได้รับความสนใจเมื่อ 30 ปีที่แล้วเมื่อไตรกีฬาถือกำเนิดขึ้น เนื่องจากนักวิ่งซึ่งผันตัวมาเล่นไตรกีฬาจำเป็นต้องซ้อมกีฬาหลายประเภทควบคู่กัน นั่นคือวิ่ง ปั่นจักรยานและว่ายน้ำ แล้วหลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาพบว่าสถิติการวิ่งของตัวเองดีขึ้นและบาดเจ็บน้อยลง

ครอสเทรนนิ่ง การฝึกต่างแบบ

Friday, August 23, 2013

4,000 กิโลเมตรแล้วจ้า | 10 comments:

เคยคาดการณ์ไว้ในตอนที่วิ่งครบ 3,000 กิโลเมตร ว่า ถ้าชีวิตไม่มีอะไรหักเห อีกประมาณ 7 เดือนแก่ๆ จากวันนั้น (17 ธันวาคม 2555) เราน่าจะวิ่งครบ 4,000 กม.ได้ ...และแล้วในวันนี้ (6 สิงหาคม 2556) เราก็ทำได้ตามนั้นจริงๆ...เวลาได้เห็นว่าตัวเองเป็นคนเสมอต้นเสมอปลายเพียงไรนี่มันสุดยอดเร้ย ^____^ V

running diary

Wednesday, July 24, 2013

บันทึกเท้าเปล่า: กิโลเมตรที่ 0-4 | 8 comments:

เนื่องจากมีเป้าหมายที่จะวิ่งเท้าเปล่า-ไม่ใส่รองเท้าใดๆ ไม่ว่า minimalist หรือ 5 fingers วิ่งมินิมาราธอนในงานกรุงเทพมาราธอนปลายปีนี้ จึงจะใช้บันทึกซีรี่ส์นี้เพื่อเล่าประสบการณ์หัดวิ่งเท้าเปล่า ตั้งแต่เริ่มต้นจนครบ 10 กม. (ตอนนี้ยังไม่ครบ แต่มั่นใจว่าทำได้แน่) เพื่อเป็นแนวทางสำหรับเพื่อนนักวิ่งที่สนใจ ได้ศึกษาต่อไป (อันไหนดีก็เอาอย่าง อันไหนไม่ดีก็เอาเป็นเยี่ยงอย่างนะคะ ^ ^)

เราลองหัดวิ่งเท้าเปล่า 2 กม.แรกด้วยตัวเอง ประมาณ 1 เดือน ก่อนที่จะไปเข้า workshop ของโยชิโนะซัง ที่จัดขึ้นโดย Bangkok Barefoot Run Club  โดยวิ่งในสนาม 400 เมตรที่ปูด้วยยางใหม่กริบ ดอกยางยังคมทิ่มเท้าอยู่มากแต่ก็อุ่นใจในระดับหนึ่งว่าไม่มีเศษแก้วเศษหิน การลงเท้าด้วย BoF ไม่ยากแล้วเพราะปรับท่าวิ่งในขณะใส่รองเท้ามาก่อนหน้านี้ อาการพื้นฐานที่คนฝึกวิ่งเท้าเปล่าแรกๆพึงมี นั่นก็คือ น่องตึงเปรี๊ยะจนวิ่งไม่ได้ไปอีกหลายวัน จึงไม่เกิดกับเรา แต่ฝ่าเท้าพองไปตามระเบียบ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา แค่รอให้หายสนิทแล้วค่อยวิ่งใหม่ ระหว่างนั้นก็วิ่งใส่รองเท้าไปตามปกติ เมื่อหายแล้ว ทีนี้ก็คอยระวังไม่วิ่งเยอะไปหรือเร็วไป คอยฟังเสียงประท้วงของฝ่าเท้าอยู่ตลอดเวลา เห็นท่าไม่ดีก็พอก่อน เมื่อทำได้เช่นนี้ก็ไม่มีอาการพองอีกเลย แม้จะยังวิ่งไม่ได้ไกลมากแต่ก็ยังดีกว่าต้องพัก

workshop วิ่งเท้าเปล่า โดย โยชิโนะซัง

Friday, June 28, 2013

Are we born to run? หรือว่าพวกเราเกิดมาเพื่อวิ่ง? | 6 comments:

เพื่อนๆนักวิ่งเคยดู TEDTalk กันบ้างหรือเปล่าคะ มันคือปาถกฐาให้ความรู้ในแขนงต่างๆ จากคนมีชื่อเสียง โดยเฉพาะคนที่มีความเชี่ยวชาญชนิดที่เคยลงมือปฏิบัติในด้านนั้นๆด้วยตัวเอง 

และแน่นอน หนึ่งในนั้นมีปาถกฐาจากนักวิ่งคนหนึ่ง ที่นักวิ่งคนอื่นๆไม่ควรพลาด...งั้นมาดูกันเลยดีกว่าค่ะ 



คริสโตเฟอร์ แมคดูกัล ได้ยกปริศนาที่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกันเลย 3 ข้อ อันได้แก่

1) มนุษย์ยุคแรก (คือโฮโมอีเรคตัส) ล่าสัตว์หรือฆ่าสัตว์ได้อย่างไร ?
บรรพบุรุษของเราสปีชี่ส์นี้ปรากฏกายขึ้นบนโลกเมื่อ 2 ล้านปีก่อน แต่เราค้นพบหลักฐานว่ามนุษย์เริ่มรู้จักใช้อาวุธเมื่อ 2 แสนปีที่แล้วนี่เอง ถ้าเช่นนั้น ก่อนหน้านี้พวกเค้าเอาอะไรล่าสัตว์ ในเมื่อเครื่องมือก็ไม่มี วิ่งก็ช้าเมื่อเทียบกับสัตว์ทั่วไป ไม่มีพละกำลัง ไม่มีเขี้ยวเล็บ 

Saturday, May 18, 2013

ท่ายืดเหยียดหลังการแข่งขัน | 5 comments:

เมื่อเข้าเส้นชัยหลังจากการแข่งขันวิ่งอันแสนเหนื่อยล้า คุณคงอยากนั่งหรือนอนแผ่หราให้รู้แล้วรู้รอด แต่รู้หรือไม่ว่า การทำเช่นนั้น จะทำให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นทั้งหลายตึงค้าง สิ่งที่ควรทำเพื่อการฟื้นสภาพอย่างมีประสิทธิภาพนอกจากการดื่มน้ำให้เพียงพอแล้ว อีกประการที่จำเป็นอย่างยิ่งคือ การยืดเหยียดกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นกลุ่มต่างๆ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น ลดการตึงแข็ง ผู้เชี่ยวชาญด้านกายภาพบำบัดแนะนำว่าควรทำท่าเหล่านี้แบบไดนามิค คือแทนที่จะค้างท่าไว้คราวละ 15-20 วินาที ก็เปลี่ยนเป็น ค้างไว้ในระดับที่ทำให้รู้สึกตึงเล็กน้อย เพียงท่าละ 1-2 วินาที แต่ทำซ้ำ 20 ครั้งแทน



Friday, May 10, 2013

คำประกาศอิสรภาพต่อความบาดเจ็บ | 12 comments:

ประกาศไว้ ณ วันจันทร์ แรม ๑๑ ค่ำ เดือนห้า(๕) ปีมะเส็ง จุลศักราช ๑๓๗๕ (หลังงานวิ่งอัลตร้าฯ 1 วัน) ว่าบัดนี้ข้าพเจ้า OOR ได้หลุดพ้นจากความบาดเจ็บ (injury) ทั้งปวงอันเกี่ยวเนื่องกับการวิ่งมาครบรอบ 1 ปีเต็มแล้ว

ในวาระนี้ ข้าพเจ้าจึงขอประกาศตนเป็นไทต่อการบาดเจ็บ และเริ่มต้นชีวิตนักวิ่งในปรัชญา Injury Free เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมาย Run for Life หรือการวิ่งอย่างยั่งยืน-ตลอดชีวิต สืบไป

งานวิ่ง อัลตร้ามาราธอน สนามหลวง 2556
ขอบคุณภาพจากน้องอรรถ RBKS

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...