Showing posts with label วิ่งทันโลก. Show all posts
Showing posts with label วิ่งทันโลก. Show all posts

Sunday, February 19, 2017

ทุกสิ่งที่คุณอยากรู้เกี่ยวกับหัวใจขณะพัก (Resting Heart Rate - RHR) | 1 comment:


Resting Heart Rate คืออะไร?


มันคือ
อัตราการเต้นของหัวใจ (จำนวนครั้ง/นาที) เมื่อร่างกายอยู่ในขณะพัก 

คำถามคือไอ้ "ขณะพัก" นี่มันคือตอนไหน ?
ตอนนั่งกินคิทแคท หรือตอนแอบงีบยามบ่ายที่โต๊ะทำงาน หรือตอนหลับสนิทกลางดึก?

จากข้อมูลของสมาคมหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (American Heart Association) บอกไว้ชัดเจนว่า "ขณะพัก" หมายถึง ขณะที่เราตื่นและไม่มีการเคลื่อนไหว ดังนั้น 3 อิริยาบถที่ยกตัวอย่างมา ไม่ถือเป็นขณะพักทั้งนั้น ไอ้ที่ถือเป็นขณะพักได้ ก็คือ ยืนนิ่งๆ นั่งนิ่งๆ นอนนิ่งๆ แต่ไม่หลับ


อยากรู้ Resting Heart Rate ไปทำไม?


  • บอกความฟิต (ความแข็งแรงของระบบหัวใจและหลอดเลือด)
ในคนที่ไม่ได้มีความผิดปกติทางหัวใจใดๆ ค่านี้สามารถบอกได้ว่าหัวใจของเราแข็งแรงแค่ไหน โดยถ้าเปรียบเทียบกับคนเพศเดียวกัน อายุเท่ากัน ใครมี RHR น้อยกว่าก็แปลว่าฟิตกว่า ยกตัวอย่าง ผู้หญิงคนหนึ่ง อายุ 41 ปี  มี RHR = 52 จากตารางแปลว่า เธอมีความฟิตในระดับ Athlete หรือนักกีฬากันเลยทีเดียว (จริงเหรอเนี้ย ^ ^")  

บอกความฟิตด้วยหัวใจขณะพัก


  • บอกความพร้อมต่อการฝึกซ้อม
เมื่อเราฝึกตามตารางซ้อมอย่างหนัก และติดต่อกันมากเกินไป จนร่างกายฟื้นฟูตัวเองไม่ทัน สัญญาณหนึ่งที่ร่างกายจะบอกเราคือ RHR จะสูงขึ้นกว่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ ถ้าเราไม่ฟังสัญญาณนี้ แล้วฝืนซ้อมต่อไป สิ่งที่จะเจอคือ ซ้อมได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ เพราะร่างกายอ่อนล้า เสี่ยงต่อการบาดเจ็บเพราะคุมฟอร์มการวิ่งไม่ได้ หัวใจขึ้นเร็ว วิ่งช้าแต่เหนื่อยมาก และที่ร้ายแรงที่สุดคือ เข้าสู่ภาวะโอเวอร์เทรน (Overtrain)

ดังนั้นในช่วงเข้าตารางฝึก ควรตรวจสอบ RHR ของตัวเองทุกวัน เพื่อให้รู้ว่า RHR ปกติของตัวเองอยู่ในช่วงไหน (ในทางปฏิบัติ มันจะไม่เท่ากันเป๊ะทุกวัน แต่จะมีค่าเป็นช่วง เช่น 52-54) ถ้าเกิดมีวันไหน วัดได้สูงกว่าช่วงนี้มาก (เช่นจากที่เคยวัดได้ 52-54 แต่วันนี้วัดได้ 58) ก็เป็นไปได้ว่า ร่างกายอาจมีความผิดปกติบางอย่าง เช่น อ่อนล้าสะสมจากการฝึกซ้อม หรือ กำลังจะป่วย คำแนะนำคือ ให้งดซ้อมไปก่อนจนกว่า RHR จะกลับมาอยู่ในช่วงปกติอีกครั้ง   


  • ใช้สร้างโซนการฝึกซ้อมด้วยสูตร Kravonen
การฝึกซ้อมแบบโซนหัวใจส่วนใหญ่ จะใช้โซนหัวใจที่อ้างอิงกับ หัวใจสูงสุด (Maximun Heart Rate - HRmax) 

ตารางการสร้างโซนหัวใจ

แต่จริงๆ แล้วยังมีโซนหัวใจอีกแบบหนึ่ง ที่แต่ละโซนจะอ้างอิงกับ % ของหัวใจสำรอง (Heart Rate Reserve) สูตรที่ใช้ในการคำนวณเป็นดังนี้

      หัวใจสำรอง = HRmax - RHR
       Target HR = RHR + % หัวใจสำรอง 

จะเห็นว่าต้องใช้ RHR มาเป็นข้อมูลด้วย สูตรนี้มีชื่อว่า Kravonen's Formula สร้างขึ้นมาเพื่อให้สะท้อนศักยภาพที่แท้จริงของแต่ละคน 

เมื่อดูจากกราฟด้านล่างจะเห็นว่า หัวใจเป้าหมายของสูตรนี้ขึ้นกับทั้ง HRmax และ RHR ในขณะที่หัวใจเป้าหมายตามสูตรทั่วไปจะขึ้นกับ HRmax เท่านั้น


กราฟ 3 มิติเปรียบโซน 2 แบบธรรมดากับแบบ Kravonen
หัวใจเป้าหมายสำหรับขอบเขตบนของ zone2 (70%)
ระนาบบน คือ ค่าที่ได้จาก Kravonen's Formula
ระนาบล่าง คือ ค่าที่ได้จากสูตรทั่วไป 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ การสร้างโซนหัวใจแบบ Kravonen

วัด Resting Heart Rate ได้ยังไง?


ก็วัดเหมือนการวัดชีพจรปกติเลยค่ะ ตำแหน่งที่แนะนำให้วัดคือ ข้อมือ ข้อพับ ต้นคอ แต่ประเด็นสำคัญคือ ต้องวัดให้ถูกเวลา เพราะอย่างที่บอกไปแล้วว่า "ขณะพัก" หมายถึง "ขณะที่เราตื่นและไม่มีการเคลื่อนไหว" พบว่าเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับวัด RHR คือหลังตื่นนอน เพราะมีแนวโน้มจะได้ค่าต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับการวัดในขณะพักตอนอื่นๆ จะนอนหรือลุกขึ้นนั่งก็ได้ รอสักพักให้หายตกใจจากเสียงนาฬิกาปลุก (ถ้ามี) แล้ววัดชีพจรเป็นเวลา 1 นาที

แล้วถ้าเผลอลุกไปเข้าห้องน้ำก่อน หรือนึกได้อีกทีตอนเที่ยงแล้วล่ะ? ไม่เป็นไรค่ะ แค่อยู่นิ่งๆ จะนอน นั่ง หรือยืนก็ได้ สัก 2-3 นาที ก็ถือว่าอยู่ในขณะพักได้เช่นกัน แค่ให้แน่ใจว่าขณะวัดชีพจร อุณหภูมิรอบข้างกำลังสบาย จิตใจสงบนิ่ง ก็เพียงพอแล้ว เพราะปัจจัยเหล่านี้มีผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจทั้งสิ้น

ตำแหน่งการวัดชีพจรที่ข้อมือ
การวัดชีพจรที่ข้อมือ Cr. wikihow.com


การวัดหัวใจ 24 ชั่วโมง


ปัจจุบัน นาฬิกาสำหรับนักวิ่งและ activity tracker หลายรุ่น มีที่วัดอัตราการเต้นของหัวใจแบบ optical อยู่ในตัว บางรุ่น จะวัดหัวใจตอนที่เราอยู่ในโหมดออกกำลังกายเท่านั้น แต่บางรุ่น จะแอบวัดหัวใจตลอดเวลาที่เราสวมใส่ เรียกคุณสมบัตินี้ว่า การวัดหัวใจ 24 ชั่วโมง 

แล้วทำไมต้องอยากรู้หัวใจตลอดเวลาด้วยล่ะ ? ประโยชน์ที่เราคิดออกมี 2 อย่าง หนึ่งคือการวัดหัวใจ 24 ชั่วโมงจะทำให้คำนวณค่าการเผาผลาญแคลอรี่ตลอดวันได้แม่นยำขึ้น แต่บอกตามตรง ถึงจะแม่นขึ้นแล้ว แต่งานวิจัยทั้งหลายที่เปรียบเทียบความแม่นยำของค่าการเผาผลาญแคลอรี่ ระหว่าง activity tracker ทั้งหลายกับวิธีมาตรฐาน (metabolic chamber)  ต่างพูดตรงกันว่ามันก็ยังไม่แม่นเป๊ะหรอก แค่บอกแนวโน้มได้เท่านั้น

ประโยชน์อย่างที่สองนี่สิแน่นอนกว่า เพราะถ้าใส่แบบไม่ถอดเลยทั้งวัน คุณสมบัติวัดหัวใจ 24 ชั่วโมงจะทำให้นาฬิกามีโอกาสวัดค่าตรงกับช่วงเวลาที่หัวใจของเราเป็น RHR ได้ เนื่องจากโดยหลักการ นาฬิกาจะวัดหัวใจทุกครั้งที่เรามีอิริยาบถที่จัดว่าเป็น "ขณะพัก" แล้วเอาค่าต่ำที่สุดมาเป็น RHR 

กราฟหัวใจ 24 ชั่วโมง จาก Basis B1
กราฟหัวใจ 24 ชั่วโมง จาก Basis B1 Cr. DC Rainmaker

แล้วค่า RHR จากอุปกรณ์พวกนี้ เชื่อถือได้หรือไม่ ?


ถ้าหลักการเป็นแบบที่อธิบายไป อาจมีคำถามว่า แล้วนาฬิกามันรู้ได้ยังไงว่าตอนไหนเราพัก? เพราะถ้านาฬิกาแค่วัดชีพจรทั้งวัน แล้วเลือกเอาค่าต่ำสุดที่วัดได้ของวันนั้นมาเป็น RHR อาจได้ค่าที่ต่ำกว่าความเป็นจริงเป็น 10 ครั้งต่อนาทีเลยก็ได้ เนื่องจากหัวใจต่ำที่สุดของวัน มักเกิดขึ้นตอนเรานอนหลับ ไม่ใช่ตอนพัก

เบื้องต้นตอบได้อย่างหนึ่งว่า ปัญหาเรื่องเอาหัวใจตอนหลับมาเป็น RHR นั้นไม่ต้องกังวล เพราะอุปกรณ์สวมใส่เหล่านี้ฉลาดพอที่จะแยกได้แล้วว่าตอนไหนเราหลับ ตอนไหนเราตื่น แต่จะแม่นแค่ไหน ผู้ใช้ต้องสังเกตเอาเองจากฟังก์ชั่่น Sleep tracking ที่อุปกรณ์ตัวนั้นๆ ทำได้

ดังนั้นปัญหาจึงลดเหลือแค่ว่า แล้วมันรู้ได้ยังไงว่าตอนที่เราตื่นอยู่นั้น ตอนไหนพัก ตอนไหนไม่พัก...จะตอบคำถามนี้ได้ ต้องดูวิธีคิด (algorithm) ของอุปกรณ์แต่ละยี่ห้อค่ะ

ฟังก์ชั่น Sleep Tracking ของ Garmin Fenix3
ฟังก์ชั่น Sleep Tracking ของ Garmin Fenix3 Cr. Sundried.com
จะเห็นว่านาฬิการู้เองว่าเราหลับกี่โมงตื่นกี่โมง


DC Rainmaker ให้ข้อมูลไว้ว่า activity tracker ยี่ห้อ Fitbit และ Basis จะวัดชีพจรเราอัตโนมัติทุกๆ 1 นาทีตลอดวัน ส่วน Apple Watch จะวัดทุก 10 นาที จะเห็นว่า algorithm แบบนี้ ไม่ได้สนใจเลยว่าตอนไหนเป็นตอนพัก แค่สุ่มให้บ่อยเพียงพอ ยังไงมันต้องมีซักครั้งที่ตรงกับตอนที่เรากำลังพักบ้างแหละน่่า 

ส่วน Garmin จะมองว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราไม่เคลื่อนไหว (ตรวจสอบจากเซ็นเซอร์วัดความเร่งในตัวเครื่อง) นั่นคือ "ขณะพัก" แล้วค่อยวัดหัวใจตอนนั้น ไม่ได้สุ่มด้วยระยะห่างคงที่เหมือนแบบแรก เหตุผลที่ต้องใช้ algorithm แบบนี้เพราะต้องการประหยัดแบตเตอรี่ เนื่องจากการวัดหัวใจแต่ละครั้ง นาฬิกาต้องยิงแสงออกมาซึ่งสิ้นเปลืองพลังงานกว่าการทำงานปกติมาก

โดย Garmin แต่ละรุ่นก็จะมีรายละเอียดปลีกย่อยของ algorithm ที่ต่างกันไป (เราไม่รู้ว่าต่างกันยังไง อยากรู้ต้องไปสมัครเป็น R&D ของการ์มิน) เพราะเมื่อดูจากกราฟหัวใจ 24 ชั่วโมงที่ได้ พบว่า Vivosmart HR อาจวัดห่างกันเป็นชั่วโมง ส่วน FR235 และ Fenix3 HR จะวัดถี่กว่านั้น แต่ก็ยังไม่ถี่เท่า Fitbit Basis และ Apple Watch  ดังนั้น ถ้าเทียบความเป็นไปได้ที่จะพบ "ขณะพัก" ก็แน่นอนว่า Fitbit Basis และ Apple Watch มีโอกาสพบมากกว่า

การวัด RHR ด้วย FR235
หน้าจอวิดเจ็ต Heart Rate ที่แสดง RHR ของ Garmin FR235
Cr. wearable.com

อย่างไรก็ตาม หลังจากเลือกค่าหัวใจต่ำสุดที่วัดได้ขณะพักแล้ว บางยี่ห้อก็เอาค่านั้นไปแสดงเป็น RHR เลย แต่จากการดูกราฟพบว่า Fitbit และ Garmin เอาค่าดังกล่าวไปปรับแต่งก่อน แล้วค่อยแสดงเป็น RHR ออกมาอีกค่านึง (เช่นกัน สูตรที่ใช้ในการปรับค่านี้ ไม่มีใครทราบว่าเป็นอย่างไร)

จะเห็นได้ว่า เราไม่อาจแน่ใจได้เลยว่า RHR ที่ได้จากอุปกรณ์สวมใส่เหล่านี้จะถูกต้องหรือไม่ ทางเดียวที่จะรู้คือ วัดด้วยตัวเองเพื่อเปรียบเทียบ โดยจดบันทึกซัก 1 สัปดาห์ การทำแบบนี้มีประโยชน์ เพราะถึงจะพบว่าค่าที่ได้จากอุปกรณ์สวมใส่ไม่ตรงกับความเป็นจริง แต่ก็ทำให้เห็นแนวโน้ม เช่น ถ้าพบว่า RHR ค่าจริงสูงกว่า RHR ที่ได้จากอุปกรณ์สวมใส่อยู่ประมาณ 5 ครั้งต่อนาที ดังนั้น ต่อไปก็ไม่จำเป็นต้องวัดเองแล้ว แค่อ่านจากนาฬิกาแล้วลบออก 5 ก็พอ อย่างนี้เป็นต้น

น่าจะครอบคลุมทุกสิ่งที่เพื่อนๆ อยากรู้เกี่ยวกับ RHR แล้วนะคะ ถ้ายังมีประเด็นที่เรายังไม่ได้พูดถึงก็บอกกันได้ หรือถ้าเรานึกอะไรออก จะมาอีดิทเพิ่มเติมทีหลัง วันนี้แค่นี้ก่อน ยาวเฟื้อยแย้ว 

Friday, August 5, 2016

วิ่งทันโลก 35: วิธีจับเวลาสำหรับงานวิ่ง | No comments:

คอลัมน์วิ่งทันโลก
Thai Jogging Magazine ฉบับประจำเดือนกรกฎาคม 2559
โดย oorrunningblog


ฉบับนี้วิ่งทันโลกขอเล่าเรื่องใกล้ตัวเพื่อนนักวิ่งทุกคนกันบ้างนะคะ เชื่อว่าทุกคนที่ไปงานวิ่งคงเคยได้ใช้อุปกรณ์หรือใช้บริการเหล่านี้ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง แต่อาจไม่รู้ลึกๆ ว่ามันคืออะไรและทำงานอย่างไร วันนี้จะได้รู้กันกระจ่างแน่นอนค่ะ ตามกติกาของสหพันธ์สมาคมกรีฑานานาชาติ (IAAF - International Association of Athletics Federations) แบ่งการจับเวลาไว้เป็น 3 วิธีหลักดังนี้

1) วิธีจดด้วยมือ

นาฬิกาจับเวลางานวิ่ง
นาฬิกาจับเวลา Cr. womensrunning.competitor.com

Friday, July 1, 2016

วิ่งทันโลก 34: ทุกสิ่งที่คุณอยากรู้เกี่ยวกับ Pedometer | 2 comments:

คอลัมน์วิ่งทันโลก
Thai Jogging Magazine ฉบับประจำเดือนมิถุนายน 2559
โดย oorrunningblog


Pedometer หรือที่เรียกง่ายๆ ว่าเครื่องนับก้าว เป็นอุปกรณ์ที่มีมานานแล้ว แต่ในเมืองไทยเพิ่งจะแพร่หลายเมื่อไม่นานมานี้ พร้อมกระแสรณรงค์ให้เดินวัน 10,000 ก้าวเพื่อสุขภาพดี เชื่อว่าเพื่อนนักวิ่งส่วนใหญ่คงรู้จักแล้ว แต่ไม่ได้ใช้เอง ออกแนวซื้อให้พ่อแม่พี่น้องใช้มากกว่า สำหรับใครที่ยังไม่รู้จัก หรือรู้จักแต่ยังไม่แน่ใจบางอย่าง วันนี้วิ่งทันโลกจะเล่าให้ฟังแบบหมดไส้หมดพุงเลยค่ะ

ทุกสิ่งที่คุณอยากรู้เกี่ยวกับ Pedometer

Friday, June 3, 2016

วิ่งทันโลก 33: 5 สิ่งที่ฉันค้นพบเมื่อนั่งสมาธิติดต่อกัน 33 วัน | No comments:

คอลัมน์วิ่งทันโลก
Thai Jogging Magazine ฉบับประจำเดือนพฤษภาคม 2559
โดย oorrunningblog



วิ่งทันโลกฉบับนี้ขออินเทรนด์ งานวิ่งสมาธิ ด้วยการเล่าเรื่องสมาธิๆ กับเค้าบ้างนะคะ ^ ^ ที่มาที่ไปก็คือ ตั้งแต่ต้นปี ผู้เขียนทดลองสร้างนิสัยใหม่ขึ้นมาทีละอย่าง สำเร็จบ้างล้มเหลวบ้างตามประสาปุถุชน อย่างไรก็ตามจนถึงวันนี้ ผู้เขียนสร้างนิสัยใหม่สำเร็จไป 3 อย่างแล้วค่ะ หนึ่งในนั้นคือ การนั่งสมาธิทุกวัน นั่นเอง

นักวิ่งท่านใดที่เข้าวัดเข้าวา นั่งสมาธิเป็นปกติอยู่แล้วก็ข้ามไปได้เลยนะคะ เพราะสิ่งที่ผู้เขียนจะเล่าต่อไปนี้คงเปรียบได้กับสอนจระเข้ว่ายน้ำเป็นแน่ แต่ท่านใดที่เป็นคนแบบเดียวกับผู้เขียน นั่นคือ... ก็รู้แหละว่านั่งสมาธิมันดี แต่นั่งทีไรก็หลับทุกที หรือรู้สึกทรมานเกินกว่าจะอดทนทำเป็นประจำได้ อยากให้ลองอ่านดูค่ะ เพราะถ้าขนาดคนอย่างผู้เขียนยังทำได้ คุณก็ทำได้แน่นอน

ต่อไปนี้คือสิ่งที่ผู้เขียนค้นพบหลังจากนั่งสมาธิติดต่อกัน 33 วัน และคิดว่า...โถ่...ถ้ารู้อย่างงี้ตั้งแต่แรกก็ทำได้ไปนานแล้ว!!

Friday, May 6, 2016

วิ่งทันโลก 32: แผนพัฒนาความฟิตสำหรับนักวิ่งไฮเทค | 6 comments:

คอลัมน์วิ่งทันโลก
Thai Jogging Magazine ฉบับประจำเดือนเมษายน 2559
โดย oorrunningblog



หน้าจอหลักที่ตั้งให้แสดง Training Effect ด้วย


เป็นเหมือนกันหรือเปล่าคะ ซื้อนาฬิกา GPS ที่บอกค่าต่างๆ ได้มากมาย แต่ใช้ศักยภาพของมันไม่ถึงครึ่ง เพราะไม่รู้ว่าค่าเหล่านั้นเอาไปทำอะไรได้ วิ่งทันโลกฉบับนี้ขอเอาใจนักวิ่งที่มีนาฬิกาไฮเทค และไม่ได้มีตารางซ้อมจากโค้ชเป็นกิจจะลักษณะ เพียงแค่อยากวิ่งเพื่อสุขภาพและพัฒนาความฟิตอย่างเป็นระบบเท่านั้น หรือสำหรับคนที่อยากเข้าตารางซ้อม จากประสบการณ์ เราคิดว่าก็ควรมีต้นทุนความฟิตในระดับหนึ่งเตรียมไว้ก่อนอยู่ดี เพราะจะทำให้ฝึกซ้อมตามตารางได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บด้วย 

ก่อนจะไปดูแผนกัน มี 2 ค่าในนาฬิกาที่เราต้องทำความรู้จัก นั่นคือ EPOC และ TE (Training Effect) ซึ่งพวกเราที่ใช้นาฬิกา Garmin และ Suunto คงเคยเห็นกันมาแล้ว แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร


Friday, April 1, 2016

วิ่งทันโลก 31: เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับอาฟเตอร์เบิร์น (Afterburn) | 2 comments:

คอลัมน์วิ่งทันโลก
Thai Jogging Magazine ฉบับประจำเดือนมีนาคม 2559
โดย oorrunningblog


ผู้เขียนเพิ่งกลับจากเที่ยวญี่ปุ่นค่ะ แม้จะต้องเดินเยอะวันละ 10 กม. ขึ้นไปเกือบทุกวัน แต่น้ำหนักไม่ลดเลย ดูจะเอวตันขึ้นด้วยซ้ำ จากอาหารญี่ปุ่นอุดมแป้ง ขนาดบริโภคใหญ่ยักษ์ และขนมญี่ปุ่นที่อร่อยไปหมดทุกอย่าง น้องที่ไปเที่ยวด้วยกันซึ่งเป็นนักวิ่งระดับติดถ้วยเป็นประจำรำพึงให้ฟังว่า กลับเมืองไทยเมื่อไหร่ต้องให้โค้ชจัดตารางซ้อมเน้นอินเทอร์วอล (interval) เยอะๆ เลย เพราะทุกครั้งที่ซ้อมแบบนี้ น้ำหนักจะลดทันตาเห็นเสมอ 

ประสบการณ์ตรงของเธอผู้นี้เป็นข้อพิสูจน์ว่า การวิ่งหรือออกกำลังกายในระดับที่หนัก อย่างการวิ่งอินเทอร์วอล เผาผลาญพลังงานสูงกว่าการวิ่งสบายๆ อย่างมีนัยสำคัญ เหตุผลเบื้องหลังมาจากสิ่งที่เรียกว่า Afterburn นั่นเอง เพื่อนนักวิ่งคงเคยได้ยินคำนี้กันมาบ้างแล้ว จริงๆ มันคืออะไรกันแน่ วิ่งทันโลกฉบับนี้จะมาเล่าให้ฟังค่ะ

เดินเยอะที่ญี่ปุ่น

Friday, February 5, 2016

วิ่งทันโลก 30: Wearable Devices สวมใส่อะไรอีกดีหนอนักวิ่ง ? | No comments:

คอลัมน์วิ่งทันโลก
Thai Jogging Magazine ฉบับประจำเดือนมกราคม 2559
โดย oorrunningblog

เชื่อว่าถึงวันนี้นักวิ่งทุกคนคงรู้จัก wearable devices – อุปกรณ์ไฮเทคชนิดสวมใส่ได้ กันแล้วนะคะ และหลายคนคงมีไว้ในครอบครองแล้วด้วย ซึ่งสำหรับนักวิ่งไอเท็มสุดฮิตก็หนีไม่พ้น เครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจและนาฬิกา GPS ...ถามว่าของพวกนี้จำเป็นมั้ย? บอกได้เลยค่ะว่าไม่จำเป็น ถึงไม่มีก็วิ่งเก่งได้ แต่สำหรับคนที่ชอบเทคโนโลยี อุปกรณ์พวกนี้ช่วยเพิ่มความน่าสนใจและความสนุกให้กีฬาที่เรียบง่ายอย่างการวิ่งได้จริงๆ

ในฐานะที่ผู้เขียนก็เป็นหนึ่งในคนรักเทคโนโลยี วิ่งทันโลกฉบับปีใหม่นี้จึงขอนำเสนอ wearable device อื่นๆ ที่คิดว่านักวิ่งบ้าอุปกรณ์น่าจะสนใจ เลือกมาเฉพาะที่วางตลาดเรียบร้อยแล้วไม่ใช่เป็นแค่โปรเจคระดมทุน สำหรับคนยังไม่รู้จะเอาโบนัสไปทำอะไร ก็ตามไปสอยได้เลยค่ะ

Atlas สำหรับนักวิ่งสายเวทฯ


Atlas สำหรับนักวิ่งสายเวทฯ

Friday, January 1, 2016

วิ่งทันโลก 29: การวัดระยะทางในงานวิ่งด้วยวิธี Calibrated Bicycle | No comments:

คอลัมน์วิ่งทันโลก
Thai Jogging Magazine ฉบับประจำเดือนธันวาคม 2558
โดย oorrunningblog


กลางเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา วงการวิ่งถนนของไทยมีดราม่าระดับที่ดังไกลไปทั่วโลก นั่นคือกรณีที่งานวิ่งงานหนึ่งระบุระยะแข่งขันไว้ว่าฮาล์ฟมาราธอน แต่ในวันจริงนักวิ่งที่มี GPS กลับพบว่าระยะทางที่พวกเขาวิ่งยืดไปเกือบ 7 กิโลเมตร คำถามที่เกิดขึ้นในใจของหลายคนก็คือ เค้าวัดระยะทางกันอีท่าไหนทำไมถึงได้ผิดพลาดมโหฬารเช่นนี้ เบื้องต้นคำตอบออกมาแล้วก็คือ การวัดระยะทางไม่ได้มีปัญหา แต่ความผิดพลาดเกิดจากผู้ปฏิบัติงานที่ตั้งจุดกลับตัวผิดจากตำแหน่งที่กำหนดไว้ 

ผู้เขียนเดาไว้แต่แรกว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะงานนี้ได้รับการรับรองจาก AIMS ซึ่งข้อกำหนดหนึ่งของการออกใบรับรองก็คือ จะต้องทำการวัดระยะทางของการแข่งขันด้วยวิธีที่เรียกว่า Calibrated Bicycle Method ซึ่งถือว่ามีความแม่นยำมาก ผิดพลาดไม่เกิน 0.1% วันนี้วิ่งทันโลกจึงนำขั้นตอนการวัดระยะทางดังกล่าวมาเล่าสู่กันฟัง มาดูกันค่ะว่าเขาออกแบบไว้รัดกุมขนาดไหน

Friday, December 4, 2015

วิ่งทันโลก 28: หัวใจเลื่อนลอย (Cardiovascular Drift) | No comments:

คอลัมน์วิ่งทันโลก

Thai Jogging Magazine ฉบับประจำเดือนพฤศจิกายน 2558
โดย oorrunningblog


อาการนี้นักวิ่งเคยเป็นกันทุกคน ไม่ใช่อาการที่เกิดเมื่อวิ่งตามหลังสาวสวยหรือเมื่อเหนื่อยจนเบลอ แต่เกิดกับ “หัวใจ” ที่อยู่ในอกข้างซ้ายของเราจริงๆ ไม่ใช่ที่สมอง และเป็นสิ่งสำคัญที่นักวิ่งซึ่งฝึกซ้อมด้วยโซนหัวใจ (Heart Rate Training Zone) ควรรู้จักไว้

CV drift Heart Rate Drift

Friday, November 6, 2015

วิ่งทันโลก 27: HRV กับนักวิ่ง | No comments:

คอลัมน์วิ่งทันโลก

Thai Jogging Magazine ฉบับประจำเดือนตุลาคม 2558
โดย oorrunningblog


แวบแรกที่อ่านหัวเรื่อง เชื่อว่านักวิ่งร้อยละ 99 ต้องงงแน่นอน HRV นี่มันอะไรเหรอ? หมายถึง HIV หรือเปล่า? ...ไม่ค่ะ แล้วก็ไม่ใช่ Heart Rate Monitor - HRM ด้วย เกริ่นไว้ตรงนี้ก่อนว่า มันคือค่าที่ในอนาคต จะถูกใช้อย่างแพร่หลายขึ้นเรื่อยๆ ในวงการกีฬา ดังนั้นวิ่งทันโลกจึงขอเอามาเล่าให้ฟังก่อนใคร อ่านไว้ทันสมัยแน่นอน

HRV กับนักวิ่ง


Friday, September 4, 2015

วิ่งทันโลก 26: การฟื้นสภาพนั้นสำคัญไฉน | 7 comments:

คอลัมน์วิ่งทันโลก
Thai Jogging Magazine ฉบับประจำเดือนสิงหาคม 2558
โดย oorrunningblog



เพื่อนนักวิ่งที่เข้าวงการใหม่ๆ คงเคยได้ยินคำเตือนจากรุ่นพี่ว่าห้ามวิ่งติดกันทุกวัน อย่างน้อยใน 1 สัปดาห์ต้องมีวันพักบ้างสักวันก็ยังดี หรือ ไม่ควรวิ่งหนักติดกัน 2 วัน ถ้าวันนี้ลงคอร์ตหรือวิ่งยาว วันพรุ่งนี้ต้องวิ่งสบายๆ เหตุผลเบื้องหลังของคำเตือนเหล่านี้ก็คือ ต้องการให้ร่างกายเกิดการฟื้นสภาพนั่นเอง

ถามว่า แล้วถ้าร่างกายเราไหวล่ะ เราจะวิ่งทุกวันได้มั้ยจะได้ผอมเร็วๆ หรือเราจะซ้อมโหดๆติดกันไปเลย ได้มั้ยจะได้เก่งเร็วๆ คำตอบคือ ไอ้ที่คิดว่า “ร่างกายไหว” น่ะ มันไหวจริงมั้ย แล้วจะไหวไปอีกนานแค่ไหน 

ในช่วงแรกๆ ร่างกายอาจฟื้นสภาพ (Recovery) ได้ทันเพราะต้นทุนที่มีอยู่คือกล้ามเนื้อที่สดใหม่ แต่เมื่อเราใช้งานมันแบบไม่ให้พักผ่อน กล้ามเนื้อจะเริ่มอ่อนแอลงเรื่อยๆ เวลาที่ต้องใช้ในการฟื้นสภาพก็จะนานขึ้น จาก 1 วันเป็น 2 หรือ 3 วัน ถ้าเรายังดึงดันใช้งานก่อนที่มันจะฟื้นสภาพเสร็จ ก็เปรียบเสมือนโดดบันจี้จั๊มป์ด้วยเชือกเปื่อยๆ นั่นเอง... หายนะรออยู่ข้างหน้าแล้ว... แทนที่จะได้ผอมทันใจหรือเก่งทันใจ ก็ต้องหยุดวิ่งไปเป็นเดือนเพราะบาดเจ็บในที่สุด

การฟื้นสภาพไม่ได้สำคัญต่อกล้ามเนื้อเท่านั้น ยังสำคัญกับความฟิตอีกด้วย สำหรับเพื่อนนักวิ่งที่ฝึกซ้อมเพื่อเป้าหมายเรื่องเวลาหรือสมรรถภาพทางกีฬา เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้มีประโยชน์อย่างยิ่ง 


การฝึกซ้อมทำให้เราพัฒนาความฟิตได้อย่างไร
คลิกที่รูปเพื่อขยาย ดัดแปลงจาก runneracademy

Friday, August 7, 2015

วิ่งทันโลก 25: มาเดินกันเถอะนักวิ่งออฟฟิศ | No comments:

คอลัมน์วิ่งทันโลก
Thai Jogging Magazine ฉบับประจำเดือนกรกฎาคม 2558
โดย oorrunningblog



ยังจำเรื่อง เก้าอี้พิฆาต ที่เคยเล่าไว้ในวิ่งทันโลกฉบับเดือนกรกฎาคมปีที่แล้วได้มั้ยคะ ที่สรุปไว้ว่า ถึงคุณจะวิ่งมากแค่ไหน แต่ถ้ายังนั่งมากเกินไป ก็อันตรายอยู่ดี คนที่มีความเสี่ยงจะนั่งมากเกินไปลำดับต้นๆ ก็คือพนักงานออฟฟิศอย่างเราๆ นี่แหละค่ะ

ผ่านมาหนึ่งปีเต็ม มีนักวิ่งออฟฟิศคนไหนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปแล้วบ้างคะ ยืดเส้นยืดสายบ่อยขึ้นมั้ย? มีโต๊ะยืนทำงานกันหรือยัง? ใช้ชีวิตนอกสนามวิ่งให้แอคทีฟมากขึ้นหรือเปล่า? ถ้าทำแล้วก็ขอยินดีด้วยค่ะ แต่ถ้ายังไม่ทำ วันนี้วิ่งทันโลกจะมาปลุกใจกันอีกครั้ง ด้วยงานวิจัยและเทรนด์ใหม่ล่าสุด ที่จะทำให้ก้นคุณแตะเก้าอี้น้อยลง มาดูกันเลยค่ะว่าเราจะบูรณาการการเดินเข้ากับการทำงานได้ยังไง

Friday, July 3, 2015

วิ่งทันโลก 24: มาวิ่ง (สลับเดิน) มาราธอน กันเถอะ | No comments:

คอลัมน์วิ่งทันโลก
Thai Jogging Magazine ฉบับประจำเดือนมิถุนายน 2558
โดย oorrunningblog



เพื่อนนักวิ่งหลายคนคงเคยได้ยินแผนการวิ่งมาราธอนที่เรียกว่า “วิ่งสด” กันมาแล้วใช่มั้ยคะ สำหรับเรา เคยอ่านเรื่องนี้จากบทความของลุง กฤตย์ ทองคง เจ้าของคอลัมน์ “วิ่งให้ดีต้องมีโค้ช” ใน Thai Jogging ของเรานี่เอง ในบทความดังกล่าว ท่านได้อ้างอิงไว้ว่าเป็นแนวคิดของ Jeff Galloway ที่เขียนไว้เมื่อ 17 ปีที่แล้ว

พูดอย่างรวบรัด “วิ่งสด” คือการวิ่งสลับเดินอย่างมีแบบแผนตั้งแต่เริ่มออกสตาร์ท ไม่ใช่รอจนอ่อนเปลี้ยวิ่งไม่ไหวแล้วค่อยเดิน ส่วนแบบแผนที่ว่า อาจเป็น วิ่ง 2 กิโลเมตรสลับเดิน 1 นาที หรือ วิ่ง 1 กิโลเมตรสลับเดิน 30 วินาที หรืออื่นๆ ...ยังไงก็ได้แล้วแต่เราจะออกแบบ

Friday, June 5, 2015

วิ่งทันโลก 23: มาวิ่งอัลตร้ากันเถอะ | No comments:

คอลัมน์วิ่งทันโลก
Thai Jogging Magazine ฉบับประจำเดือนพฤษภาคม 2558
โดย oorrunningblog


การวิ่งอัลตร้ามาราธอน หมายถึงการวิ่งในระยะใดๆ ก็ตามที่เกินฟูลมาราธอนหรือ 42.195 กม. ในทางปฏิบัติ ระยะทางจะมีตั้งแต่ระดับ 50 ไปจนถึงหลายร้อยกิโลเมตร ส่วนภูมิประเทศก็มีตั้งแต่ถนนธรรมดา เทรลขึ้นเขาลงห้วย ทะเลทราย ไปจนถึงขั้วโลก 

Cr.ดาบทอง ชมรมวิ่งบางขุนเทียน


มันจะเป็นไปได้อย่างไร?


นักวิ่งที่เข้าเส้นชัยฟูลมาราธอนอย่างหมดสภาพ ส่วนมากคงจินตนาการไม่ออกว่าจะวิ่งมากกว่านี้อีกแม้แต่กิโลเมตรเดียวได้ยังไง? แล้ววิ่งเป็นร้อยกิโลเมตรรวดเดียวจบมันต้องทำอีท่าไหน? ลองรำลึกความหลังดูสิคะ ยังจำวันที่เริ่มวิ่งใหม่ๆได้หรือเปล่า แค่ 10 กม.คุณก็คิดว่าไกลสุดๆ แล้ว ส่วนฟูลมาราธอนนั้นเลิกคิดไปได้เลย แต่ด้วยความอดทน การฝึกซ้อมที่ถูกต้องเพียงพอ และการที่เราค่อยๆ เพิ่มระยะวิ่งยาวขึ้นทีละนิด วันหนึ่งคุณก็ไปถึงมาราธอนจนได้ 

การซ้อมเพื่อวิ่งอัลตร้าฯ ก็ไม่แตกต่างกัน...คุณแค่ต้องวิ่งให้ช้าลง ควบคุมหัวใจให้เต้นช้าลง และฝึกเดินให้ดีพอๆ กับฝึกวิ่ง เพราะในการแข่งอัลตร้าฯ เราต้องเดินกันเยอะเลยล่ะ ส่วนเรื่องสถิติและการแข่งขันให้ลืมไปก่อน อัลตร้าฯเป็นเรื่องของความภาคภูมิใจส่วนตัว ความผูกพันธ์ระหว่างบัดดี้ และการไปถึงเส้นชัยให้ได้

Friday, May 1, 2015

วิ่งทันโลก 22: 3 อัลตร้ามาราธอนสุดโหดของโลก | No comments:

คอลัมน์วิ่งทันโลก
Thai Jogging Magazine ฉบับประจำเดือนเมษายน 2558
โดย oorrunningblog


เชื่อว่าถึงวันนี้ หลายคนคงเริ่มเตรียมตัวสำหรับงานสวนพฤกษ์อัลตร้ามาราธอน 10 ชั่วโมง ที่จะจัดขึ้นต้นเดือนหน้าแล้วใช่มั้ยคะ งานวิ่งตากแดดในเดือนพฤษภาคม ที่อุณหภูมิทะลุขึ้นไปสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส แต่คนแย่งกันสมัครจนประเภทเดี่ยวเต็มโควตาภายใน 2 วัน...นี่แหละค่ะนักวิ่ง...ยิ่งโหดก็ยิ่งท้าทาย วันนี้วิ่งทันโลกก็เลยเอาการแข่งขันอัลตร้ามาราธอนสุดโหด ที่นักวิ่งอัลตร้าฯ ทั่วโลกรู้จักกันดีมาเล่าสู่กันฟัง เผื่อว่าจบงานสวนพฤกษ์แล้วมีใครอยากมองหางานที่ท้าทายยิ่งๆ ขึ้นไป จะได้เริ่มเตรียมตัวและเตรียมตังค์กันเลย

Badwater Ultramarathon


Badwater Marathon


Friday, April 3, 2015

วิ่งทันโลก 21: วิ่งฟรุ้งฟริ้งก็อายุยืนได้ | No comments:

คอลัมน์วิ่งทันโลก
Thai Jogging Magazine ฉบับประจำเดือนมีนาคม 2558
โดย oorrunningblog



ฉบับที่แล้ววิ่งทันโลกได้พูดถึง ที่สุดแห่งปี 2014 ของวงการวิ่งมาราธอน ซึ่งจัดอันดับโดยนิตยสาร Runner’s World อันที่จริงเค้าจัดอันดับไว้หลายสาขาแต่เราเอามาเล่าเพียงบางส่วนเท่านั้น ในฉบับเดือนมีนาคมนี้จึงได้เลือกอีกหนึ่งสาขาที่น่าสนใจมาขยายความให้อ่านกันค่ะ ซึ่งก็คือ งานวิจัยแห่งปี 2014 นั่นเอง

งานชิ้นนี้มีชื่อว่า Leisure-Time Running Reduces All-Cause and Cardiovascular Mortality Risk หรือแปลเป็นไทยแบบเข้าใจง่ายๆ ว่า วิ่งฟรุ้งฟริ้งก็อายุยืนได้ สรุปใจความคือ

การวิ่งเพียงวันละ 5-10 นาที ช้าๆ สามารถลดความเสี่ยงต่อการตายก่อนวัยอันควรจากทุกสาเหตุ และการตายจากโรคหัวใจอย่างมีนัยสำคัญ
วิ่งฟรุ้งฟริ้ง ก็อายุยืนได้

Friday, March 6, 2015

วิ่งทันโลก 20: 5 ที่สุดแห่งปี 2014 ของวงการวิ่งมาราธอน | No comments:

คอลัมน์วิ่งทันโลก
Thai Jogging Magazine ฉบับประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2558
โดย oorrunningblog



เข้าเดือนที่สองของปี 2015 แล้ว หวังว่าคงยังไม่สายเกินไปนะคะถ้าวิ่งทันโลกจะนำเสนอที่สุดแห่งปี 2014 ของวงการวิ่งมาราธอน การจัดอันดับนี้อ้างอิงจากการคัดสรรโดยนิตยสาร Runner’s World ของสหรัฐอเมริกา ดังนั้นถ้ามีสาขาใดที่ผู้ชนะขัดแย้งกับความรู้สึกของท่านผู้อ่าน ก็ไปกระชากมงฯจากฝรั่งเอาเองนะคะ ข้าพเจ้าไม่เกี่ยว 555+ เอาล่ะ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

1) นักวิ่งแห่งปี: เม็บ เคเฟลซิกี (MEB KEFLEZIGHI)


BIB ของ MEB ในบอสตันมาราธอน 2014
BIB ของ MEB ในบอสตันมาราธอน 2014

Friday, February 6, 2015

วิ่งทันโลก 19: 3 หลุมพรางของนาฬิกา GPS | 2 comments:

คอลัมน์วิ่งทันโลก
Thai Jogging Magazine ฉบับประจำเดือนมกราคม 2558
โดย oorrunningblog


เชื่อว่านักวิ่งที่เข้าสู่วงการในช่วง 3 ปีหลังมานี้ เกินครึ่งน่าจะมีอุปกรณ์วัดระยะทางและความเร็วในการวิ่ง ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกา GPS หรือแอพลิเคชันในสมาร์ทโฟน

อุปกรณ์นี้มีประโยชน์มากมาย สำหรับผู้เขียน รักนาฬิกา GPS ตรงที่มันช่วยบันทึกระยะทางและรูปแบบการฝึกซ้อม แล้วประมวลผลเป็นสถิติในด้านต่างๆ ที่สามารถเรียกดูทางอินเตอร์เน็ตได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องหาสมุดจด ไม่ต้องทำฐานข้อมูลเอง นอกจากนี้ยังทำให้การฝึกซ้อมแบบอินเทอร์วาลสะดวกขึ้นอีกด้วย เพราะสามารถวิ่งที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องวิ่งในสนาม 400 เมตรเพื่อใช้เป็นระยะอ้างอิง

อย่างไรก็ตาม เราควรใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทัน มิฉะนั้นอาจจะตกหลุมพรางทั้ง 3 ประการ ของนาฬิกา GPS ดังต่อไปนี้ได้

ใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทัน

Friday, January 2, 2015

วิ่งทันโลก 18: เริ่มจากเดินอยู่กับที่ จนวันนี้เขาจบฮาล์ฟมาราธอน | 6 comments:

คอลัมน์วิ่งทันโลก
Thai Jogging Magazine ฉบับประจำเดือนพฤศจิกายน 2557
โดย oorrunningblog



กลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมามีชายน้ำหนัก 107 กก.คนหนึ่ง ลงแข่งฮาล์ฟมาราธอนเป็นครั้งแรกในชีวิตของเขาค่ะ อาจจะฟังดูธรรมดา แต่ถ้าบอกว่าเมื่อสองปีที่แล้ว เขาหนัก 283 กก. ซึ่งคนหนักขนาดนี้ แค่เดินก็ยากแล้ว แต่วันหนึ่งเขาตัดสินใจปฏิวัติตัวเอง โดยใส่การออกกำลังกายเข้าไปตั้งแต่แรกของการลดน้ำหนัก และผลของการเก็บเล็กผสมน้อยเป็นเวลา 2 ปีนี่เอง ทำให้เขามาถึงวันนี้ได้ ...เริ่มน่าสนใจมากขึ้นแล้วใช่มั้ยคะ วิ่งทันโลกฉบับนี้ขอเล่าเรื่องของเขาเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อ่านน้ำหนักเกิน ที่กำลังจะเริ่ม “วิ่งสู่ชีวิตใหม่” แบบชายผู้นี้กันค่ะ

ไบรอัน เฟลมมิง คือชื่อของเขา ชายวัย 32 ปีจากรัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา เขาอ้วนตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ก็อ้วน แต่เริ่มมาอ้วนแบบหยุดไม่อยู่หลังจากจบมัธยมปลาย ความอ้วนทำให้เขาเป็นโรคผิวหนังอักเสบ (cellulitis) ที่ขา ต้องเทียวเข้าออกโรงพยาบาลอยู่เนืองๆ ความดันสูงในระดับที่เป็นอันตราย และใกล้จะเป็นเบาหวานอยู่รอมร่อ ในที่สุดความทุกข์เกี่ยวกับสุขภาพก็ทำให้เขาเป็นโรคซึมเศร้า ติดเหล้าเรื้อรัง และต้องออกจากการเรียนมหาวิทยาลัยในที่สุด

ไบรอัน เฟลมมิง ตอนหนัก 283 กก
Before

Friday, December 5, 2014

วิ่งทันโลก 17: เพราะวิ่ง...เราจึงเป็นเช่นฉะนี้ ภาคจบ | No comments:

คอลัมน์วิ่งทันโลก
Thai Jogging Magazine ฉบับประจำเดือนตุลาคม 2557
โดย oorrunningblog



จากภาค 1 เราได้เล่าไปแล้วว่า ดร.แดเนียล ลีเบอร์แมน และ ดร. เดนิส แบรมเบิล ได้เสนอข้อสรุปอย่างหนึ่งที่ถือเป็นเรื่องใหม่ในวงการวิทยาศาสตร์ว่า ความสามารถในการวิ่งระยะไกล เป็นคุณสมบัติที่ทำให้บรรพบุรุษของเรารอดชีวิตมาสืบเชื้อสายต่อไป ไม่สูญพันธุ์เหมือน ออสตราโลพิเทคัส  (Australopithecus) ลิงไร้หางชนิดหนึ่งที่เป็นต้นตระกูล 

ข้อสรุปนี้สั่นสะเทือนวงการ เพราะขัดแย้งกับทฤษฎีที่รู้จักกันทั่วไปก่อนหน้านี้ที่ว่า การวิ่งเป็นเพียงผลพลอยได้ของการเดินตัวตรงโดยใช้สองขา (Bipedalism ) เท่านั้นเอง ไม่ได้เป็นจุดเปลี่ยนของวิวัฒนาการมนุษย์แต่อย่างใด


เพราะวิ่ง เราจึงเป็นเช่นฉะนี้



Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...