..........................
Friday, October 5, 2012
SIGNS | 16 comments:
เคยดูหนังของพี่มาโนชเรื่อง signs กันมั้ยคะ หนังที่หลายคนเซ็งเพราะนึกว่าเป็นเรื่องของเอเลี่ยนบุกโลกแบบ ID4 อีกหลายคนเซ็งเพราะคิดว่าจะหักมุมแบบ The Sixth Sense... ไม่ค่ะ มันเป็นหนังสร้างแรงบันดาลใจที่ห่มทับด้วยหน้าหนังลึกลับสยองขวัญ เป็นหนึ่งในทำเนียบหนังในดวงใจตลอดกาลของเราเลยทีเดียว
ความบังเอิญมีจริงหรือในโลกนี้ โดยเฉพาะสิ่งที่เราเรียกว่า"โชค"... ใช่หรือไม่ ว่ามันคือผลผลิตของทุกการกระทำและทุกความคิดทั้งในอดีตและปัจจุบันของเราบวกกับการเตรียมตัวให้คู่ควรที่จะได้รับโชคนั้น
..........................
..........................
Wednesday, September 19, 2012
รีวิวนาฬิกา GPS สำหรับนักวิ่ง GARMIN FR110 (ภาค 2) | 18 comments:
จริงๆอยากตั้งชื่อโพสต์ให้หวือหวากว่านี้ แต่เกรงว่าเวลา search ด้วย search engine แล้วจะหาไม่เจอ เสียดาย อยากให้ได้อ่านกันเยอะๆ เพราะรีวิวนาฬิกาสำหรับนักวิ่งที่เป็นภาษาไทยช่างหายากเสียเหลือเกิน (ไม่นับรีวิวแบบไม่ได้ใช้เองกับมือนะ)
ที่นำ FR110 กลับมารีวิวอีกครั้ง ก็เพราะอยากบันทึกเป็นอนุสรณ์แด่เธอ เจ้าการ์มินน้อยกลอยใจ เนื่องจากสายของเธอได้ขาดลงแล้วอย่างสงบ ในวันที่ 5 กันยายน ศิริรวมอายุได้ 1 ปี 7 เดือนครึ่ง วิ่งเป็นเพื่อนเรามาทั้งหมด 2,616 กม. ...เพียงแค่สายขาด แต่เราอาจจะยกเธอขึ้นหิ้ง เนื่องจากสายของ FR110 ไม่เหมือนของนาฬิกาปกติ มันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับตัวเรือน ไม่มีรอยต่อ ดังนั้นเมื่อขาดแล้วจึงไม่สามารถหาสายใหม่มาต่อเข้าที่ joint นั้น ทำได้อย่างเดียวคือเอากาวแปะ ซึ่งไม่เวิร์คแน่เพราะจุดที่ขาดต้องรับแรงดึงทุกครั้งที่มีการใส่เข้าถอดออก เราพิ'นาแล้วว่า หาเพื่อนใหม่คู่กายง่ายกว่า ส่วนเจ้าหล่อน จงเข้าไปอยู่ใน Hall of Fame ให้ลูกให้หลานได้ดูสืบไปเถิด
Wednesday, September 12, 2012
สาส์นแด่นักวิ่งหน้าใหม่ | 3 comments:
ตั้งแต่หนังเรื่อง รัก 7 ปี ดี 7 หน ตอน 42.195 ออกฉาย เพื่อนนักวิ่งทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สนามซ้อมของแต่ละคนมีนักวิ่งหน้าแปลก เอ๊ย หน้าใหม่ เพิ่มขึ้นอย่างผิดหูผิดตา สอดคล้องกับสถิติผู้เข้าชม blog ของเราซึ่งเพิ่มพรวดพราดจากวันละ 40-50 ครั้ง (จุ๋มจิ๋มอย่างยิ่ง น่าอายจัง แหะๆ) เป็นประมาณวันละ 100 ครั้งต่อเนื่องยาวนานเป็นเดือน นับจากวันแรกที่หนังออกฉายอย่างเป็นทางการ
นอกจากนี้ งานวิ่งเกร๋ๆในเมืองอย่าง ADIDAS King of the Road ที่จัดในเดือนกรกฎาคม ขณะที่กระแสแรงสุดๆ ยังเกิดปรากฏการณ์คนสมัครเต็มจำนวนจนหลายคนต้องอกหักเพราะโดนมั่วเอาชิปไปขายคนอื่น อีกทั้งน้ำก็ขาด เพราะคลื่นมหาชนนักวิ่งล้นหลามเกินระบบจะรองรับ ในงานอินเตอร์ต่อๆมาเช่น Bangkok Post Minimarathon หรือ TMB Park Run ก็ได้อานิสงส์จากกระแสนี้ไม่ต่างกัน
ข้อสังเกตทั้งสองประการนี้ (นั่นคือคนออกมาหัดวิ่งมากขึ้น และออกมาร่วมงานวิ่งมากขึ้น) ทำให้เราสรุปได้ว่า กระแสจากหนังปลุกให้คนออกมาเริ่มต้นหัดวิ่งเพื่อลงแข่งขันมาราธอนในท้ายที่สุด แบบเดียวกับที่"หล่อน"ทำนั่นเอง (แต่อาจไม่มีเทรนเนอร์ที่ยิ้มกระชากใจเท่านิชคุณเท่านั้น)
Tuesday, August 7, 2012
race 26: back on track | 6 comments:
วิ่งผลัด 2:30 ชม. Ultra Marathon สวนพฤกษ์ 2012
เป้าหมายที่ชัดเจน ท้าทายแต่เป็นไปได้ และความต้องการที่จะบรรลุเป้าหมายนั้นอย่างไม่มีอะไรมาเทียบเทียม (กำลังพยายามอธิบายคำภาษาอังกฤษว่า No compromise) สองสิ่งนี้เราบอกแก่เพื่อนนักวิ่งหน้าใหม่หลายๆคนที่กำลังฝึกเพื่อเพิ่มระยะทางขึ้นสู่ระดับมินิมาราธอนหรือฝึกเพื่อสถิติใหม่อยู่เสมอ เพื่อเป็นคาถาสำหรับก้าวข้ามอาการท้อแท้ หรือหมดไฟในการวิ่ง นอนนิ่งจมปลัก ไม่ได้จำใครมาแต่เป็นประสบการณ์ตรงที่พบและผ่านมาแล้วหลายครั้งหลายหนในระยะเวลาเกือบ 2 ปีของชีวิตการเป็นนักวิ่งของเรา
Sunday, August 5, 2012
ชงเองกินเอง 4: มายองเนสโฮมเมดสูตรไม่หวานและทาทาร์ซอส | No comments:
อาหารก่อนวันวิ่งแน่นอนว่าต้องเน้นคาร์โบไฮเดรต แต่ก็ต้องมีโปรตีนและผักผลไม้ร่วมด้วย โปรตีนที่เหมาะสำหรับนักวิ่งควรเป็นเนื้อสัตว์ที่ย่อยง่าย เพื่อไม่ให้หลงเหลืออยู่ในท้องตอนวิ่ง ส่วนรสชาติก็ควรเป็นอาหารรสไม่จัด ป้องกันอาการเสาะท้อง แสบท้อง (ข้าพเจ้าชอบลืมตัว กินของแซ่บๆตอนเย็นวันเสาร์เป็นประจำ กินเสร็จแล้วเพิ่งคิดออก อยากเขกหัวตัวเองอยู่บ่อยครั้ง) ตัวเลือกที่เหมาะสมจึงเป็นปลาและสลัด
แต่น้ำสลัดที่ขายในตลาดเมืองไทยมันช่างหวานแสบทรวงเหลือเกิน นักวิ่งคนนี้ไม่อยากอ้วนฮ่ะ จึงลงมือทำมายองเนสเองซะเลย สูตรนี้ เป็นสูตรที่ใช้ในโรงแรม คุณภาพวัตถุดิบอาจสู้ไม่ได้ แต่รสชาติได้รับการ approve จากอดีตเชฟที่เป็นคุณอาของเราเรียบร้อยแล้วค่ะ
Monday, July 2, 2012
race 23-25 : วิ่งมินิไปงั้นๆ | No comments:
race 23 : Thailand International Half Marathon ครั้งที่ 1 (แต่ข้าพเจ้าลงมินิ)
เป็นไข้เพราะเล็บขบเลยไม่ได้ซ้อม แข่งทั้งป่วยๆนี่แหละ เป็นงานแรกที่พยายามใช้ท่าวิ่งที่เรียนมาจากโค้ช กิโลเมตรแรกเลยเร็วปรื๋อ ประกอบกับพยายามรอออกตัวที่แถวแรกๆ เลยได้เห็นบรรยากาศการวิ่งของแนวหน้า(และแถวสอง)ก็ครั้งนี้ เห็นน้องเบสอยู่ข้างหน้าแว็บๆ แล้วก็ค่อยห่างออกไปเรื่อยๆ ผ่านไปแค่ 2 กม. เราก็หมด ท่าดีแต่หัวใจแข็งแรงตามไม่ทัน ทำเวลาไม่ดีแต่ก็พอใจแล้วเมื่อเทียบกับสภาพร่างกาย เสียดายนิดหน่อย ถ้าใจสู้กว่านี้อาจติดถ้วย เพราะกลับมาดูวิดีโอแล้วข้าพเจ้าได้ที่ 6 ของกลุ่มอายุ T_T
10K = 58:03 นาที
เป็นไข้เพราะเล็บขบเลยไม่ได้ซ้อม แข่งทั้งป่วยๆนี่แหละ เป็นงานแรกที่พยายามใช้ท่าวิ่งที่เรียนมาจากโค้ช กิโลเมตรแรกเลยเร็วปรื๋อ ประกอบกับพยายามรอออกตัวที่แถวแรกๆ เลยได้เห็นบรรยากาศการวิ่งของแนวหน้า(และแถวสอง)ก็ครั้งนี้ เห็นน้องเบสอยู่ข้างหน้าแว็บๆ แล้วก็ค่อยห่างออกไปเรื่อยๆ ผ่านไปแค่ 2 กม. เราก็หมด ท่าดีแต่หัวใจแข็งแรงตามไม่ทัน ทำเวลาไม่ดีแต่ก็พอใจแล้วเมื่อเทียบกับสภาพร่างกาย เสียดายนิดหน่อย ถ้าใจสู้กว่านี้อาจติดถ้วย เพราะกลับมาดูวิดีโอแล้วข้าพเจ้าได้ที่ 6 ของกลุ่มอายุ T_T
10K = 58:03 นาที
Sunday, June 24, 2012
ชงเองกินเอง 3: สปาเกตตี้โบโลเนส | 2 comments:
ทำไมข้าพเจ้าทำแต่พาสต้าหว่า 555+ จริงๆก็ทำกินเองหลากหลายนะ แต่อาหารที่จะนำเสนอแก่นักวิ่งจะมีอะไรเหมาะไปกว่าพาสต้าอีกเล่า เพราะเป็นได้ทั้ง pre-race และ post-race meal
กรณี pre-race ดูได้จากงานวิ่งอินเตอร์ในเมืองไทยบางแห่งจะมีพาสต้าปาร์ตี้ นั่นคือการเลี้ยงอาหารเย็นแก่นักวิ่งด้วยพาสต้าและอาหารคาร์โบไฮเดรตสูงอื่นๆ เพื่อเป็นพลังงานในการวิ่งวันพรุ่งนี้ ส่วนกรณี post-race ก็เห็นได้จากซุ้มอาหารแจกนักวิ่งที่จำพวก ข้าวต้ม ก๋วยเตี๋ยว ข้าวขาหมู ข้าวไข่เจียว นั่นคือเป็นอาหารคาร์บสูงเช่นกันเพื่อชดเชยพลังงานที่เสียไปจากการวิ่ง ซึ่งถ้าได้กินในช่วงเวลา carbohydrate window (ไม่เกิน 60 นาที หรือถ้าจะให้ดีควรอยู่ในช่วง 15-30 นาทีหลังออกกำลังกาย) กล้ามเนื้อจะสามารถแปลงอาหารเหล่านี้เป็นไกลโคเจนได้เร็วกว่าช่วงเวลานอก window ถึง 3 เท่า ทำให้ร่างกายฟื้นสภาพได้อย่างรวดเร็ว
เมนูนี้รับประกัน fool proof ไม่ต้องจำปริมาณส่วนผสมเป๊ะๆ ดูดีมีชาติตระกูล ขอแค่มีหม้อตุ๋นใครทำก็อร่อยแน่นอน (คลิกที่รูปเพื่อขยาย)
กรณี pre-race ดูได้จากงานวิ่งอินเตอร์ในเมืองไทยบางแห่งจะมีพาสต้าปาร์ตี้ นั่นคือการเลี้ยงอาหารเย็นแก่นักวิ่งด้วยพาสต้าและอาหารคาร์โบไฮเดรตสูงอื่นๆ เพื่อเป็นพลังงานในการวิ่งวันพรุ่งนี้ ส่วนกรณี post-race ก็เห็นได้จากซุ้มอาหารแจกนักวิ่งที่จำพวก ข้าวต้ม ก๋วยเตี๋ยว ข้าวขาหมู ข้าวไข่เจียว นั่นคือเป็นอาหารคาร์บสูงเช่นกันเพื่อชดเชยพลังงานที่เสียไปจากการวิ่ง ซึ่งถ้าได้กินในช่วงเวลา carbohydrate window (ไม่เกิน 60 นาที หรือถ้าจะให้ดีควรอยู่ในช่วง 15-30 นาทีหลังออกกำลังกาย) กล้ามเนื้อจะสามารถแปลงอาหารเหล่านี้เป็นไกลโคเจนได้เร็วกว่าช่วงเวลานอก window ถึง 3 เท่า ทำให้ร่างกายฟื้นสภาพได้อย่างรวดเร็ว
เมนูนี้รับประกัน fool proof ไม่ต้องจำปริมาณส่วนผสมเป๊ะๆ ดูดีมีชาติตระกูล ขอแค่มีหม้อตุ๋นใครทำก็อร่อยแน่นอน (คลิกที่รูปเพื่อขยาย)
Sunday, June 10, 2012
ท่าวิ่ง version 1 | 2 comments:
ที่เห็นในคลิปคือท่าวิ่งของเราขณะ pace ประมาณ 5:10 นาที/กม.
หลังจากปรับมาแล้วหลายรอบ ก็ยังมีจุดบกพร่องอีกมากเช่น
- ขาไม่ครบวง
- ยกแขนสูง
- ตัวไม่โน้ม
-ไหล่ยังส่ายนิดหน่อย
-ลงเต็มเท้า ไม่ใช่ตำแหน่ง BOF
แต่จะพักการปรับท่าวิ่งไว้ก่อน เพราะท่าวิ่ง version 1 นี้ แข่งเสร็จแล้วไม่เจ็บ วิ่งได้สบาย และลื่นไหลในระดับหนึ่งแล้ว
ถ้ามีการปรับท่าเป็นเวอร์ชัน 2 จะนำมาลงเปรียบเทียบให้ดูความแตกต่างต่อไปค่ะ
*** Update 25/9/2556***
ท่าวิ่ง version 2 ออกมาแล้วนะคะ อยากรู้ว่าหนึ่งปีผ่านไปมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างตามไปดูกันได้ที่
http://oorrunningblog.blogspot.com/2013/06/version-2.html
Tuesday, May 29, 2012
โรคของนักวิ่ง: เป็นไข้เพราะเล็บขบ | 5 comments:
เคยภูมิใจนักหนาว่าตั้งแต่วิ่งมา 1 ปีกับอีก 6 เดือน เราไม่เคยเป็นหวัดเลย ไม่ว่าจะระบาดในที่ทำงานหรือเกิดกับคนในครอบครัวที่ใกล้ชิดซักกี่ครั้ง เราก็รอดเสมอ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เราเป็นหวัดง่าย เป็นบ่อย เป็นนาน เคยคิดเล่นๆว่า ชีิวิตนี้ถ้ายังคงวิ่งอยู่ จะมีเงื่อนไขหรือการระบาดครั้งไหนน้าที่จะทำให้เชื้อหวัดเอาชนะภูมิต้านทาน เข้ามาปักธงในตัวเราได้
และแล้วในเช้าวันหนึ่ง เราก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกว่า วันนั้นได้มาถึงแล้ว เรามีไข้ต่ำๆ รู้สึกเหนื่อยในอกแบบบรรยายไม่ถูก ซึ่งเราคุ้นเคยดีว่า อีกไม่นานมันต้องตามมาด้วยอาการที่แถวขอนแก่นบ้านเราเรียกว่า "ขี้มูกกื้ด" นั่นคือ มีน้ำมูกใสไหลพรั่งพรูจนต้องคอยสูดกลับจนเกิดเสียงดังกื้ดๆ แล้วจากนั้นจะหนักขึ้นหรือทรงๆก็แล้วแต่ความโหดของเชื้อโรคและความแข็งแรงของร่างกาย ไปลุ้นต่อเอาเอง
และแล้วในเช้าวันหนึ่ง เราก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกว่า วันนั้นได้มาถึงแล้ว เรามีไข้ต่ำๆ รู้สึกเหนื่อยในอกแบบบรรยายไม่ถูก ซึ่งเราคุ้นเคยดีว่า อีกไม่นานมันต้องตามมาด้วยอาการที่แถวขอนแก่นบ้านเราเรียกว่า "ขี้มูกกื้ด" นั่นคือ มีน้ำมูกใสไหลพรั่งพรูจนต้องคอยสูดกลับจนเกิดเสียงดังกื้ดๆ แล้วจากนั้นจะหนักขึ้นหรือทรงๆก็แล้วแต่ความโหดของเชื้อโรคและความแข็งแรงของร่างกาย ไปลุ้นต่อเอาเอง
Saturday, May 26, 2012
2000 กิโลเมตรแล้วจ้า | 2 comments:
หลังจากวิ่งครบ 1,000 กม.ไปเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2554 ผ่านไปเจ็ดเดือนกว่าก็วิ่งถึงหลัก 2,000 กิโลเมตรจนได้ในวันที่ 29 เมษายน 2555 (ลืมแคปภาพไว้ ที่เห็นคือระยะทางรวมนับถึงวันนี้)
สรุประยะทางวิ่งแต่ละเดือนจาก 1,000 กม. ถึง 2,000 กม. ได้ดังกราฟด้านล่าง และที่จะเล่าต่อไปคือเหตุการณ์เบื้องหลังกราฟเหล่านี้
สรุประยะทางวิ่งแต่ละเดือนจาก 1,000 กม. ถึง 2,000 กม. ได้ดังกราฟด้านล่าง และที่จะเล่าต่อไปคือเหตุการณ์เบื้องหลังกราฟเหล่านี้
คลิกที่ภาพเพื่อขยาย
Subscribe to:
Posts (Atom)





