วันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2556

4,000 กิโลเมตรแล้วจ้า | 10 ความคิดเห็น:

เคยคาดการณ์ไว้ในตอนที่วิ่งครบ 3,000 กิโลเมตร ว่า ถ้าชีวิตไม่มีอะไรหักเห อีกประมาณ 7 เดือนแก่ๆ จากวันนั้น (17 ธันวาคม 2555) เราน่าจะวิ่งครบ 4,000 กม.ได้ ...และแล้วในวันนี้ (6 สิงหาคม 2556) เราก็ทำได้ตามนั้นจริงๆ...เวลาได้เห็นว่าตัวเองเป็นคนเสมอต้นเสมอปลายเพียงไรนี่มันสุดยอดเร้ย ^____^ V

running diary



สะสมระยะทางวิ่งครบ 4,000 กม.

ถ้านับจากวันแรกที่เริ่มเก็บสะสมไมล์ก็เป็นเวลาประมาณ 2 ปี 6 เดือน จากรูปจะเห็นว่าตอนนี้เราวิ่งมา 10% ของระยะทางรอบโลกแล้ว คิดแล้วก็ตื่นเต้นว่าเมื่อวิ่งครบ 25 ปี ฉันจะวิ่งได้ระยะรอบโลกพอดีหรือเปล่าว้า ...คงเป็นการฉลองแซยิดที่เก๋ไก๋มากทีเดียว !!

สรุประยะทางวิ่งแต่ละเดือนจาก 3,000 กม. ถึง 4,000 กม. ได้ดังกราฟด้านล่าง และที่จะเล่าต่อไปคือเหตุการณ์เบื้องหลังกราฟเหล่านี้

ระยะทางสะสม กิโลเมตรที่ 3,000-4,000

ตั้งแต่กลางธันวา 2555 เราเริ่มซ้อมตามตารางของโค้ชเพื่อลงแข่งฮาล์ฟมาราธอนที่จอมบึงตอนปลายเดือนมกรา เราตั้ง group ใน FB กับน้องอีก 2 คนที่จะวิ่งงานนี้ เพื่อรายงานผลการซ้อมให้กันและกันดู การได้เห็นว่าคนอื่นเค้าก็กำลังมุ่งมั่นฝึกซ้อมเหมือนกันนะ ทำให้รู้สึกไม่โดดเดี่ยว และรู้สึกว่าเป้าหมายมีคุณค่ามากขึ้น...ก็เราจะเข้าเส้นชัยที่จอมบึงอย่างไม่มีความทรงจำอะไรเลยได้อย่างไร ในขณะที่เพื่อนร่วมทางอีก 2 คนให้ความหมายกับมันด้วยความพยายามที่ยิ่งยวดถึงเพียงนี้ ดังนั้นเราจึงซ้อมอย่างสม่ำเสมอตามที่เวลาจะอำนวย แม้ผลการซ้อมจะไม่สามารถเรียกได้ว่าน่าพอใจ เพราะออกแนวเอื้ออาทรเสียส่วนใหญ่ แต่เมื่อตั้งใจจะ "วิ่งให้สนุก" แทนที่จะเครียดหรือกดดัน (ตามคำแนะนำของน้องแจง) เมื่อวันแข่งมาถึง เราก็ทำเวลา 21.1 กม. ต่ำกว่า 2 ชั่วโมงได้สำเร็จอย่างที่ตั้งเป้าหมายไว้ในที่สุด ^____^ http://www.endomondo.com/workouts/152749382/862998

ฮาล์ฟมาราธอน จอมบึง

เดือนกุมภาพันธ์เรามีโอกาสได้ทดลองใช้รองเท้าสไตล์ minimalist อย่าง Brooks PureCadence2 เพื่อเขียนรีวิวรองเท้าให้เพจเรื่องวิ่งเรื่องกล้วย จึงทำให้พบว่าตัวเองยังไม่สามารถวิ่งลงหน้าเท้าได้อย่างต่อเนื่องและเป็นธรรมชาติ ประกอบกับในช่วงเดือนมีนาคมที่เราพยายามวิ่งยาว (ระดับแค่ 15-20 กม.) ให้บ่อยขึ้นเพื่อทดสอบดูว่าตัวเองแข็งแรงพอจะซ้อมมาราธอนได้หรือยัง แล้วพบว่ายังคอยจะเจ็บข้อเท้าแบบกรุ่นๆอยู่เนืองๆ เราจึงเริ่มคิดถึงการเปลี่ยนท่าวิ่งอย่างจริงจังอีกครั้ง หลังจากที่คิดว่าพอใจแล้วกับท่าวิ่ง Version 1 

เดือนมีนาคมเราได้มีโอกาสไปทดสอบ VO2max ผลการทดสอบชี้ให้เห็นว่าเรามีโซนเผาผลาญไขมันที่แคบเกินไป ซึ่งไม่เป็นผลดีถ้าคิดจะวิ่งมาราธอน พี่จุ๋งแนะนำว่าต้องหัดวิ่งช้าแบบช้าจริงๆ เพื่อให้เหนื่อยน้อยๆในระดับ fat burn ด้วย คำแนะนำนี้แม่นเหมือนตาเห็น เพราะที่ผ่านมา การวิ่ง "สบายๆ" ของเรามันเร็วเกินไปจนเกือบจะเป็น tempo อยู่แล้ว (ซึ่งการทำเช่นนี้ ในอีกแง่หนึ่งก็มีผลดี เพราะช่วยยกระดับ Anaerobic Threshold ให้สูงขึ้น)    

กราฟการทดสอบ Fat Burning Zone
ดูคำอธิบายของกราฟได้จากโพสต์ ประสบการณ์เมื่อข้าพเจ้าไปทดสอบ VO2max (2)

สำหรับเรา การวิ่งให้ช้าในระดับที่หัวใจเต้น 130 bpm นี่มันไม่ง่ายเลย เนื่องจากธรรมชาติที่สับเท้าเร็ว ทำให้หัวใจพลอยเต้นเร็วไปด้วย solution สำหรับปัญหานี้จึงได้แก่การหากีฬาแอโรบิคชนิดอื่นที่เหนื่อยน้อยกว่าวิ่ง เราจึงเริ่มต้นปั่นจักรยานเพื่อเป็น cross training และเพื่อออกกำลังในโซน fat burn เมื่อชีวิตการวิ่งมาถึงกม. ที่ 3,000 ปลายๆ ด้วยเหตุผลนี้นั่นเอง

1,000 กม.รอบที่ 4 ของเรา จะว่าไป ก็คือการกลับไปตรวจสอบตัวเองว่าแท้จริงแล้วเราวิ่งเพื่ออะไร หลังจากที่วิ่งอย่าง"ไม่คิดชีวิต"มาเกือบ 3 ปี คำตอบ ณ วันนี้คือ เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าการวิ่งให้อะไรกันแน่ แต่ที่มั่นใจก็คือ วันนี้เราจะวิ่งเพื่อที่จะได้วิ่งไปอีกนานๆ...ไม่ใช่แค่ 4-5 ปี...แต่วิ่งอย่างยั่งยืนไปตลอดชีวิต

เพื่อการนี้ เราจะต้องหาความสนุกและแรงบันดาลใจด้วยการแข่งขันกับตัวเองเป็นระยะ ในขณะเดียวกันก็ต้องสร้างรากฐานที่ดีเพื่อที่จะวิ่งอย่างมีความสุขด้วย และในเมื่อความสุขใดๆในการวิ่งจะเสมอด้วยการวิ่งโดยปราศจากความบาดเจ็บเป็นไม่มี เราจึงให้ความสำคัญกับสิ่งนี้มากๆ เราได้ฉลองครบรอบ 1 ปีที่ปลอดเจ็บในต้นเดือนพค.นี้เอง

หลังจากที่รู้เป้าหมายระยะยาว รู้ทิศทางที่แน่ชัดแล้ว ว่าจะเอายังไงกับการเป็นนักวิ่งประเภท "สมาชิกภาพตลอดชีพ" ในเดือนพฤษภาเราจึงวิ่งน้อยมาก คือไม่ถึง 100 กม. เพราะอยากลาพักร้อนจากตำแหน่งนักวิ่งสักพัก ก่อนจะค่อยๆเริ่มก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

เดือนมิถุนายน เรากลับมาซ้อมความเร็วบ้างเพื่อความสนุกสนานเป็นหลัก และลองลงแข่งที่งานใกล้ๆหอพักโดยตั้งใจวิ่งให้เต็มที่เพื่อทดสอบว่า หลังจากที่ไม่ได้แข่ง 10K เลยเป็นเวลาเกือบ 9 เดือน ตอนนี้ความเร็วถดถอยไปมากแค่ไหน ผลที่ได้น่าพอใจ เรายังทำความเร็วดีกว่า 55 นาทีอยู่ (ในขณะที่ PB คือ 53:20) และในเดือนนี้เองเราได้เริ่มฝึกวิ่งเท้าเปล่าอย่างจริงจัง หลังจากฝึกวิ่งเองตามคำชักชวนของพี่ย้งและเข้า workshop กับโยชิโนะ master แห่งการวิ่งเท้าเปล่าชาวญี่ปุ่น



เหตุผลหลักของการฝึกวิ่งเท้าเปล่าของเราคือ "เพื่อความสนุกสนาน" การได้เรียนรู้ฝึกฝนอะไรใหม่ๆ จะทำให้การวิ่งมีชีวิตชีวาไม่น่าเบื่อ แต่ผลพลอยได้คือกล้ามเนื้อน่องที่แข็งแรงขึ้นและการลงหน้าเท้าอย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น เมื่อฝึกเท้าเปล่าได้ระยะหนึ่งเราก็พบว่า บัดนี้เราใส่ PureCadence วิ่งยาวระดับ 20 กม. ได้อย่างไม่รู้สึกเหมือนมีโซ่ล่ามเท้าอีกต่อไป และท่าวิ่งของเราเปลี่ยนมาเป็นแบบ midfoot อย่างธรรมชาติแล้วในที่สุด ^___^

เมื่อเดินทางมาเกือบ 4,000 กม. การวิ่งกลายเป็นความสุขอย่างแท้จริงโดยไม่มีความเครียดแอบแฝง ไม่ว่าจะเป็นความเครียดจากการกลัวฝีเท้าตกต่ำ (ไม่กลัวแล้ว เพราะมั่นใจว่าพื้นฐานดี) จากการที่ไม่สามารถซ้อมตามตารางได้อย่างต่อเนื่อง (ไม่เครียดแล้ว เพราะไม่ได้แข่งอยู่ตลอดเวลา อยากแข่งเมื่อไหร่ค่อยมุ่งมั่นอย่างสนุกสนาน) จากอาการบาดเจ็บ (ไม่เจ็บแล้ว มีบทเรียนมากพอแล้ว และกำลังอยู่ในช่วงระดมสรรพกำลังทุกอย่างเพื่อความปลอดเจ็บตลอดชีวิต) เราวิ่งบ้างตามแต่เวลา โอกาส และอารมณ์ จะอำนวย แถมยังได้ออกไปดูโลกภายนอก (ทั้งที่หมายถึง "โลกอื่นๆนอกเหนือจากโลกแห่งการวิ่ง" และ"โลก" จริงๆ) โดยการปั่นจักรยานทางไกลแบบเน้นกินและเที่ยวด้วย

ทริปจักรยานพับ 100 กม. ครั้งแรกในชีวิต
ทริป 100 กม. ครั้งแรก http://www.endomondo.com/workouts/225236021/862998

สัญญานแบบนี้ แปลว่าเราพร้อมจะสู้กับมาราธอนอีกครั้งแล้วสินะ ...อยากรู้จังว่าโพสต์ "5,000 กิโลเมตรแล้วจ้า" จะมีเสื้อ finisher มาอวดเพื่อนๆ มั้ยน้อ ^_____^



10 ความคิดเห็น:

  1. ชอบตรงที่ "เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าการวิ่งให้อะไรกันแน่ แต่ที่มั่นใจก็คือ วันนี้เราจะวิ่งเพื่อที่จะได้วิ่งไปอีกนานๆ...ไม่ใช่แค่ 4-5 ปี...แต่วิ่งอย่างยั่งยืนไปตลอดชีวิต"
    ....เริ่มฝึกวิ่งจริงจังเพื่อที่จะวิ่งให้ได้ดีขึ้นจากที่เคยลงมินิฯ ปีละครั้งแบบแทบหมดสภาพ...เมื่อฝึกมาไม่ถึงปีก็เกิดความคิดที่ว่า "เราจะวิ่งเพื่อ?" ก็เวลาที่ทำได้ก็ห่างไกลเกินจะคว้าถ้วย..คำตอบที่ได้ก็คือ เราจะได้วิ่งได้อย่างสนุก ไม่ใช่วิ่งด้วยความทรมาน และจะได้วิ่งต่อไปอีกนานๆ นั่นเองครับ

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. ยินดีด้วยค่ะ
      มาร่วมสร้างวิถีการวิ่งอย่างยั่งยืนกันนะคะ
      ครบ 60 แล้ว อย่าลืมมาวิ่งฉลองแซยิดด้วยกันล่ะ ^__^

      ลบ
  2. ยินดีด้วยครับ เพราะกว่าจะฝ่าฟันมาตรงนี้ได้ คุณoor ก็ได้แสดงให้เห็นว่าต้องใช้ความพยายามความตั้งใจทำจริงๆ

    ส่วนผมก็กำลังค้นหาต่อไปครับ ว่าเมื่อไหร่จะ ควบคุมการซ้อมให้ลงตัว ที่จะวิ่งแล้วไม่เจ็บ ไม่ป่วย ตลอดไป บางอย่างรู้ทั้งรู้ว่ามันผิด แต่มันก็ห้ามยากจังเลยครับ เพราะผมก็คนนึง ที่ซ้อม easy ด้วยpace ใกล้ๆtempo พอได้เอา HR มาจับค่อยได้รู้ว่าไอ้ที่เราว่ารู้สึกสบาย HR เรามันไม่สบายด้วยเลย

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. เป็นเรื่องธรรมดาของคนที่เพิ่งวิ่งนะคะ
      รู้ว่าผิดแต่ก็ยังอยากทำ...ก็มันทำได้ง่ะ!! เนอะ ^ ^
      แต่พอวิ่งซัก 2-3 ปีถ้าไม่เบื่อ หรือเจ็บจนต้องเลิกวิ่งไปเสียก่อน ก็จะแข็งแกร่งขึ้นเองค่ะ
      ตอนนี้ก็ค่อยเป็นค่อยไป สร้าง basic ดีๆรอเอาไว้นะคะ
      3 ปีแป๊บเดียว

      ลบ
  3. เยี่ยมไปเลยครับ เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจและแหล่งความรู้ของผมจริงๆเลยครับ ^_^

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. ขอบคุณคุณอ้วนค่ะ ^___^
      ดีใจที่ซู้ดดดด
      เราปั่นได้ 100 โลแล้วน้า (แจ้งข่าวๆ)

      ลบ
  4. อ๊ะ...คุณป้อมเคยวิ่งแฟนซีด้วยเหรอครับ แนวจัง ^^

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. งานวิ่งที่เวียงจันทน์ค่ะคุณตั้ม
      แต่งแฟนซีทุกคน ไม่อยากจะบอกว่า...ที่จัดเต็มสุดคือพี่จุ๋ง!! 5555+

      ลบ
  5. ลงชื่อแสดงความยินดีล่วงหน้า 25 ปี วิ่งรอบโลกค่ะ ^______^

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. ขอบคุณค่ะพี่โอ๋
      เอาไว้มาฉลองด้วยกันนะคะ งั่กๆๆ ^____^

      ลบ

*************************************************************************************
ผักกาดๆ ถ้าข้อความไม่ขึ้น นั่นแปลว่า blog คิดว่าข้อความของท่านเป็น spam ไม่ต้องกังวลค่ะ comment เหล่านี้จะตกไปอยู่ที่กล่อง spam รอให้เจ้าของ blog มาตรวจสอบ (ก็คือเรานั่นเอง ^ ^)
*************************************************************************************

Google+ Badge

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...