Showing posts with label geek. Show all posts
Showing posts with label geek. Show all posts

Tuesday, May 12, 2020

เลือกโซนวิ่งลดน้ำหนักแบบ Data-Driven | 4 comments:

เลือกโซนวิ่งลดน้ำหนักแบบ Data-Driven


เลือกโซนวิ่งลดน้ำหนัก แบบ Data-Driven
เลือกโซนวิ่งลดน้ำหนัก แบบ Data-Driven


ช่วงนี้หลายคนคงประสบภาวะ "อ้วนคุกคาม" แบบเดียวกับเรามั้งเนาะ เพราะไม่มีงานวิ่งให้ลงแข่ง สวนหรือสนามที่ซ้อมประจำก็ปิด ต้องหาที่วิ่งวนๆ แถวบ้านไปตามยถากรรม ทีนี้พอสถานที่ไม่อำนวย ก็วิ่งได้น้อยลง---น้ำหนักก็ขึ้นสิคะ --- ตั้งแต่ WFH มาเดือนกว่า น้ำหนักชั่งเมื่อเช้าเราขึ้นมา 1 โลถ้วนแล้ว T_T

แล้วช่วงนี้อีกนั่นแหละ เรากำลังเริ่มศึกษาเกี่ยวกับ Data Science ระดับที่เรียกว่า เพิ่งเริ่มคัด ก ไก่ ตามเส้นประแล้วกัน ก็เลยได้โอกาสเอา data ที่ใกล้มือที่สุด คุ้นเคยกับมันที่สุด มาลองวิเคราะห์ง่ายๆ เพื่อตอบคำถามที่คาใจเรามาตลอดว่า
"วิ่งลดความอ้วน วิ่งโซนไหนดี?"
แล้วเนื่องจากไม่ใช่การตัดสินใจเอาเองตามเซนส์ หรือเชื่อตามๆ กัน มันจึงเป็นการตัดสินใจแบบ Data-Driven (ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลเป็นหลัก) นี้...อินเตอร์ปะล่ะ 😎อ่านจบคุณได้จะรู้ว่า ถ้าเลือก Heart Rate Zone โดยใช้ข้อมูลจริงของตัวเองมาช่วยตัดสินใจ โซนไหนจะลดน้ำหนักได้เร็วที่สุด....อะไปดูกัน!!!


รู้กันใช่มั้ยคะว่ามันมีทางสองแพร่งของการเลือกโซนหัวใจอยู่

  • บางคนก็บอกว่า วิ่งโซน 2 สิ เพราะถึงจะเผาผลาญแคลอรี่ได้น้อยกว่า แต่ก็เป็นโซนที่เผาผลาญไขมันได้เยอะ แบบเยอะโคตรๆนะ
  • บางคนก็บอกว่า วิ่งโซน 3 สิ เพราะถึงจะเผาผลาญไขมันเป็นสัดส่วนน้อยกว่าโซน 2 แต่ก็ได้แคลอรี่รวมเยอะกว่า ตามหลักที่ว่า ยิ่งเหนื่อยมากยิ่งเผาผลาญได้มาก
คือมันก็ถูกทั้งคู่ไง แต่เราก็ต้องเลือกซักทางใช่มั้ยล่ะ แล้วเราจะเลือกทางไหนดี?

ป้าแม่บ้านกับน้องพนักงาน
ป้าแม่บ้านกับน้องพนักงาน ที่มา[1] ที่มา[2]


เราขอเปรียบเทียบให้เห็นภาพแบบนี้ค่ะ

  • ป้าแม่บ้าน ออมเงินแต่ละเดือนได้ 85% ของเงินเดือน
  • น้องพนักงานออฟฟิศ ออมเงินได้ 50% ของเงินเดือน

คิดว่าใครมีเงินออมมากกว่ากันคะ? ให้เวลาคิด 3 วินาที

...

ก็บอกไม่ได้ใช่มั้ยคะ เพราะเราไม่รู้ว่าแต่ละคนได้เงินเดือนเท่าไหร่ เดาได้แค่ว่าพนักงานออฟฟิศต้องมีเงินเดือนเยอะกว่าป้าแม่บ้านแน่ๆ แต่พอเอามาคิดเป็นเงินออมแล้ว ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะยังมากกว่าของป้าแม่บ้านมั้ย

ปริมาณไขมันที่เผาผลาญได้ของโซน 2 เทียบได้กับเงินออมของป้าแม่บ้าน
ส่วนปริมาณไขมันที่เผาผลาญได้ของโซน 3 ก็เทียบได้กับเงินออมของน้องพนักงานนั่นเอง

จากที่พูดมา จะพบว่าปัญหาจะหมดไปทันทีถ้าเรารู้เงินเดือนของแต่ละคน หรือในเคสของการลดความอ้วนก็คือ เรารู้ว่า แต่ละโซนเผาผลาญพลังงานได้เท่าไหร่

ซึ่งจะรู้ได้มั้ยล่ะ?...ได้สิคะ...ถ้าเรามี Garmin (หรือ Suunto หรือ Polar ฯลฯ)

เพราะ Garmin จะบอกแคลอรี่ของแต่ละ lap เช่นถ้าตั้ง auto lap เป็น 1 กม. เราก็จะรู้ว่าในแต่ละกม. ที่วิ่งนั้น เราเผาผลาญแคลอรี่ไปเท่าไหร่ เราก็จะเอามันมาคำนวณอะไรนิด ประมวลผลอะไรหน่อย ตามที่จะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ เผื่อใครจะอยากลองทำของตัวเองดูบ้าง เพราะผลของแต่ละคนจะไม่เหมือนกันนะคะ

ส่วนใครไม่อยากรู้ ไถยาวๆ ไปดูรูปสุดท้ายได้เลยค่ะ

=========================

ขั้นตอนที่ 1 Export ไฟล์ *.csv จากการวิ่งแต่ละครั้งจากเว็บ Garmin Connect ในคอมพิวเตอร์

เราเลือกใช้ data จากการวิ่งทั้งหมด 28 ครั้ง นับตั้งแต่เริ่ม WFH เพราะวิ่งสถานที่เดียวกัน เริ่มวิ่งเวลาเดียวกัน อุณหภูมิใกล้เคียงกัน

วิธี export file จาก Garmin Connect
วิธี export file จาก Garmin Connect


ขั้นตอนที่ 2 คำนวณแคลอรี่ต่อนาที ของการวิ่งแต่ละ lap

ในรูปคือตัวอย่างไฟล์ *.csv ที่ได้มาค่ะ  มันคือ excel รูปแบบหนึ่งนั่นเอง คอลัมน์ที่ถูกไฮไลท์คือคอลัมน์ที่จะเอามาใช้งาน ประกอบด้วย Avg HR (หัวใจเฉลี่ย) Calories (แคลอรี่) และ Moving Time (เวลาที่ใช้, คิดเฉพาะตอนเคลื่อนไหว) 

จากนั้้นก็เอามาคำนวณอัตราการเผาผลาญ (แคลอรี่ต่อนาที) ของแต่ละ lap ได้ตามตารางข้างล่าง ตอนนี้เราก็จะมีความสัมพันธ์ระหว่าง หัวใจเฉลี่ยกับอัตราการเผาผลาญแล้ว มี 6 lap ก็ได้ข้อมูล 6 ชุด ทำแบบนี้กับไฟล์ *.csv ทั้งหมดที่ export มา ได้ข้อมูลทั้งหมด 193 ชุด

หน้าตาของไฟล์ที่ได้จาก Garmin Connect
หน้าตาของไฟล์ที่ได้จาก Garmin Connect

ขั้นตอนที่ 3 แบ่งข้อมูลแต่ละชุดตามโซนหัวใจ เพื่อความง่ายเราจะใช้การคิดโซนแบบพื้นฐานที่สุดนั่นคือใช้แบบ %HRmax

โซน 2 คือ HR ที่อยู่ในช่วง 60-70% HRmax
โซน 3 คือ HR ที่อยู่ในช่วง 71-80% HRmax
โซน 4 คือ HR ที่อยู่ในช่วง 81-90% HRmax

โดย HRmax ก็จะใช้สูตรที่ง่ายที่สุดเช่นกัน นั่นคือ HRmax=220-อายุ

สูตรโซนแบบนี้จะได้หัวใจแต่ละโซนต่ำมาก ซึ่งเหมาะกับคนที่เพิ่งเริ่มวิ่ง หรือต้องการวิ่งเพื่อสุขภาพ คิดว่าเหมาะกับการเอามาวิ่งลดน้ำหนักที่สุดแล้วค่ะ ดูกราฟเปรียบเทียบโซนหัวใจแต่ละแบบได้ในโพสต์ 
ทุกอย่างที่คุณอยากรู้เกี่ยวกับโซนหัวใจแบบ %LTHR


อัตราการเผาผลาญในโซนต่างๆ ของข้าพเจ้า
อัตราการเผาผลาญในโซนต่างๆ ของข้าพเจ้า

จะเห็นว่าแคลอรี่ที่เผาผลาญได้ในแต่ละโซน มีการกระจายตัวพอสมควร เช่น ในโซน 3 บาง lap ก็เผาผลาญได้ 6.5 แคลอรี่ต่อนาที บาง lap ก็เผาผลาญได้ 8.0 แคลอรี่ต่อนาที ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะในโซนเดียวกัน HR ต้นโซน กับ HR ท้ายโซน นั้นแตกต่างกันอยู๋หลาย beat ทำให้เหนื่อยต่างกัน ส่งผลให้เผาผลาญต่างกัน

อย่างไรก็ตาม การเผาผลาญก็ยังเป็นไปตามหลักการนั่นคือ ยิ่งเหนื่อยมาก (โซนสูง) ก็มีแนวโน้มจะเผาผลาญพลังงานมาก เมื่อเทียบที่เวลาเท่ากัน

ปัญหาคือ แล้วจะเลือกใช้แคลอรี่ค่าไหนเป็นตัวแทนของแต่ละโซนดีล่ะ? ค่าเฉลี่ย (Mean), มัธยฐาน (Median) หรือฐานนิยม (Mode) ?...เราว่าผู้อ่านที่เป็นนักวิ่งน่าจะตอบได้นะ อะให้เวลาคิด 3 วินาที

ความแตกต่างระหว่าง ฐานนิยม (mode) มัธยฐาน (median) ค่าเฉลี่ย (mean)
ความแตกต่างระหว่าง ฐานนิยม (mode) มัธยฐาน (median) ค่าเฉลี่ย (mean) ที่มา


คำตอบ (ที่เราคิดว่าเหมาะสม) คือ Mode ค่ะ เพราะธรรมชาติของนักวิ่งจะมีจังหวะเป็นของตัวเอง ถ้าไม่ต้องแข่งกับใคร เขาและเธอจะวิ่งด้วยความเร็วเดิมๆ ถ้าสั่งให้วิ่งช้ามาก ก็จะวิ่งช้ามากด้วยความเร็วเดิม สั่งให้วิ่ง easy ก็จะ easy ด้วยความเร็วเดิม โดยที่สองความเร็วนี้ไม่เท่ากันนะ 

ดังนั้นตัวแทนที่เหมาะสมที่สุด จึงควรเป็นค่าที่ซ้ำบ่อยที่สุด เพราะมันรับประกันได้ว่า ถ้าอ่านอันนี้จบแล้วบอกให้เอ็งไปวิ่งช้ามากๆ (โซน2) เอ็งก็จะวิ่งได้อีตรงค่าซ้ำบ่อยสุดนี่แหละ ไม่พ้นจากนี้หรอก

ขั้นตอนที่ 4 จึงเป็นการหาค่า Mode ของแต่ละโซน แต่เนื่องจากค่าอัตราการเผาผลาญพลังงานมีหลากหลายมากเพราะมีจุดทศนิยม 2 ตำแหน่ง ทำให้ยากที่จะซ้ำกัน เราจึงปัดเข้าหา 0.5 ก่อน แล้วนับจำนวนว่าในแต่ละโซนมีข้อมูลกี่ชุดที่ให้ค่าอัตราการเผาผลาญเท่านี้บ้าง เช่นในที่นี้สำหรับโซน 2 มีข้อมูลเพียง 1 ชุดที่มีอัตราการเผาผลาญเป็น 5.0 แคลอรี่/นาที มีข้อมูล 9 ชุดที่มีอัตราการเผาผลาญเป็น 6.5 แคลอรี่/นาที อย่างนี้เป็นต้น

ตารางแจกแจงความถี่แบ่งตามโซนหัวใจ
ตารางแจกแจงความถี่แบ่งตามโซนหัวใจ

จากตารางสรุปได้ดังนี้

สำหรับโซน 2 อัตราการเผาผลาญที่พบบ่อยที่สุดคือ 6.0 แคลอรี่/นาที
สำหรับโซน 3 อัตราการเผาผลาญที่พบบ่อยที่สุดคือ 7.5 แคลอรี่/นาที
สำหรับโซน 4 อัตราการเผาผลาญที่พบบ่อยที่สุดคือ 8.0 แคลอรี่/นาที

เลื่อนขึ้นไปดูกราฟด้านบน จะเห็นแต่ละโซนมีจุดสีเข้มอยู่ 1 จุด นั่นแหละค่ะ ตำแหน่งของ Mode

**ก่อนไปต่อ ขอให้อ่านหมายเหตุตรงนี้ดีๆ นะคะ** 

(1) อัตราการเผาผลาญของแต่ละคนไม่เท่ากัน เช่น ไม่ใช่ว่าทุกคนที่วิ่งโซน 2 จะเผาผลาญ 6.0 แคลอรี่/นาที เพราะอัตราการเผาผลาญขึ้นกับเพศ และน้ำหนัก ด้วยแน่ๆ ส่วนจะมีปัจจัยอื่นอีกมั้ย ต้องถาม Garmin ที่เป็นคนคำนวณแคลอรี่ให้เรา ว่าเค้าใช้สูตรอะไร 

(2) เอาล่ะ ถึงแม้จะมีเพศและอายุเท่ากับเรา แต่ Mode ของคุณก็จะก็ไม่ได้อยู่ที่เดียวกับเราอยู่ดี ขึ้นกับว่า พอบอกให้วิ่งโซนต่างๆ ธรรมชาติของคุณจะวิ่งต้นโซนหรือปลายโซน อย่างของเราที่ mode ของโซน 4 มาชิดกับโซน 3 มาก (ซึ่งทำให้อัตราการเผาผลาญของโซน 3 และโซน 4 ต่างกันอยู่แค่ 0.5 แคลอรี่/นาที) เพราะเวลาวิ่ง เราตั้งเตือนที่นาฬิกาไม่ให้หัวใจเกิน 150 (ไม่อยากเหนื่อยมาก กลัวภูมิตก สู้ COVID ไม่ได้) ดังนั้นจึงไม่มีโอกาสได้วิ่งปลายโซน 4 เลย อย่างมากแค่กลางโซนเท่านั้น

(3) ดังนั้นแคลอรี่ของแต่ละโซน ที่ได้ในบทความนี้ ของใครของมันเด้อค่ะเด้อ 


ขั้นตอนที่ 5 ตอนนี้อุปมาเหมือนเรารู้แล้วว่า ป้าแม่บ้านมีเงินเดือน 6 บาท ส่วนน้องพนักงานมีเงินเดือน 7.5 บาท (สมมุติว่าเป็นยุคเมื่อ 80 ปีที่แล้ว) ทีนี้เราก็พร้อมจะเปรียบเทียบแล้วว่า ใครออมเงินได้มากกว่ากัน

สำหรับเรื่องการลดน้ำหนักเราต้องรู้ก่อนว่า แต่ละโซนมีอัตราส่วนการเผาผลาญไขมันเท่าไหร่ ซึ่งเราขออ้างอิงตัวเลขจากรูปนี้แล้วกัน นั่นคือ
  • โซน 2 เผาผลาญไขมันได้ 85% ของแคลอรี่ทั้งหมด
  • โซน 3 เผาผลาญไขมันได้ 50% ของแคลอรี่ทั้งหมด
  • โซน 4 เผาผลาญไขมันได้ 15% ของแคลอรี่ทั้งหมด

ตราส่วนการเผาผลาญไขมันของแต่ละโซน
อัตราส่วนการเผาผลาญไขมันของแต่ละโซน ที่มา

(จะเห็นว่าตัวเลข Cal/Min ห่างไกลจากเรามาก วิ่งโซน 2 เผาผลาญได้ตั้ง 7-12 แคลอรี่/นาที คาดว่าคงอ้างอิงจากผู้ชายหนัก 70 กระมัง ลู่วิ่งตามฟิตเนสถ้าไม่ได้ป้อนข้อมูลส่วนตัวก็จะให้ค่าเวอร์ๆ แบบนี้เหมือนกัน ใครหลงเชื่อกินชดเชยตามนั้น ได้น้ำตาเช็ดหัวเข่าแน่)

ดังนั้นถ้าคิดเฉพาะแคลอรี่ที่เอาไปเผาไขมัน จะได้ว่า
  • โซน 2 เผาผลาญไขมันได้ 0.85*6.0 = 5.1 แคลอรี่/นาที
  • โซน 3 เผาผลาญไขมันได้ 0.50*7.5 = 3.75 แคลอรี่/นาที
  • โซน 4 เผาผลาญไขมันได้ 0.15*8.0 = 1.2 แคลอรี่/นาที
ก็นั่นล่ะฮะทั่นผู้ชม!! 

สรุปได้หรือยัง?? เอาจริงๆ ก็สรุปได้เบื้องต้นแล้วล่ะว่า ถ้าต้องเลือกซักทางสำหรับการลดน้ำหนัก สำหรับเรา ควรไปทางโซน 2 ค่ะ เพราะถ้ามีเวลาเท่ากัน วิ่งโซน 2 เผาไขมันได้มากกว่าวิ่งโซน 3 ตั้ง 36% พูดอีกอย่างคือ ถ้าอยากลดไขมันจำนวน 1 กิโลกรัม การวิ่งโซน 2 ใช้เวลาน้อยกว่าโซน 3 ตั้ง 36% นั่นคือวิ่งโซน 2 แค่ 25 ชั่วโมงก็ลดได้แล้ว แต่ถ้าวิ่งโซน 3 ต้องวิ่งตั้ง 34 ชั่วโมง เอาป้ะล่ะ

สรุปเป็นตารางให้ดูอีกรอบ
  
ตารางสรุปผลการวิเคราะห์ด้วย data จาก Garmin Connect
ตารางสรุปผลการวิเคราะห์ด้วย data จาก Garmin Connect 

อาจมีคำถามว่า เห้ย...น้ำหนักมันไม่ได้ลดตามแคลอรี่หรอกเหรอ? ยิ่งแคลอรี่มากก็ยิ่งลดได้มากสิ จะสนทำไมว่าเป็นไขมันเท่าไหร่?

ขอตอบตามที่อ่านๆ มาก็แล้วกันนะคะ ไม่ได้เรียนมา ผิดถูกอย่างไรขออภัยไว้ ณ ที่นี้ มีอะไรชี้แนะก็ฝากไว้ใน comment ได้ค่ะ

คือเขาว่ากันว่าเวลาเราลดน้ำหนักอะ น้ำหนักที่ลดมาจากการสูญเสีย Adipose tissue (เนื้อเยื่อไขมัน) ดังนั้นเราจึงต้องโฟกัสว่า แคลอรี่ที่เผาผลาญได้ สมมุติว่า 100 cal เนี่ย แบ่งเป็นส่วนที่ไปเผาไอ่ Adipose เนี้ยเท่าไหร่ ถ้าแบ่งไปเผา 85 Cal เราก็ดีใจใช่ปะล่ะ แต่ถ้าแบ่งไปเผาแค่ 50 มันก็เสียของไง อุตส่าห์เหนื่อย ไปเผาอย่างอื่นเล่นซะงั้น

ถามว่าแล้วเผาอย่างอื่นน้ำหนักไม่ลดเหรอ? คำตอบคือ ประมาณว่าถ้าแบ่งไปเผาคาร์โบไฮเดรต มันก็แค่ทำให้ไกลโคเจนกับน้ำตาลในกระแสเลือดโดนเผาไปไง ไอ่ 2 อย่างนี้หายไปก็ไม่ได้ทำให้น้ำหนักลด แต่จะทำให้แกหิวโฮกกกก กินวู่วามแทน แทนที่จะผอมก็อ้วนขึ้นซะงั้น (แทงใจดำ) เคลียร์ปะ

เออ...แล้วก็ไหนๆ มันก็ยาวขนาดนี้แล้ว จัดเต็มให้หายข้องใจกันในโพสต์เดียวนี่เลยแล้วกัน (ไม่รู้มีใครสงสัยหรือเปล่า แต่เราสงสัย)

รูปเนื้อเยื่อไขมัน (ไอ้ที่จะสลายไปเมื่อเราลดน้ำหนักนั่นแหละ)
รูปเนื้อเยื่อไขมัน (ไอ้ที่จะสลายไปเมื่อเราลดน้ำหนักนั่นแหละ) ที่มา


ทำไมถ้าอยากลดน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ต้องเผาผลาญไขมัน ให้ได้ 7,700 แคลอรี่ (แคลอรี่เฉพาะที่เอาไปเผาไขมันนะคะ ไม่ใช่แคลอรี่ทั้งหมด)?

ถ้ามันเป็นไขมัน 1 กิโลกรัม ตามหลักอนุรักษ์พลังงานเราก็ควรใช้พลังงาน 9*1,000 = 9,000 แคลอรี่ ไปเผาผลาญมันไม่ใช่เหรอ? ทำไมกลายเป็น 7,700 ซะงั้น?

คำตอบที่ดูเข้าเค้าที่สุดคือ Adipose tissue เนี่ย มันประกอบไปด้วยเซลล์ไขมันจริงๆ แค่ 86% [1] ที่เหลือเป็นน้ำ ดังนั้น Adipose tissue 1 กิโลกรัม ก็มีเซลล์ไขมันจริงๆ อยู่ 860 กรัมเท่านั้น 9*860 = 7,740 แคลอรี่ ปัดเป็นเลขกลมๆ ก็ 7,700 ไง...พอได้มั้ย 😁 เราก็เอาเลขนี้แหละไปคำนวณเวลาที่ต้องใช้ในการลดน้ำหนัก 1 กก. ตามที่เห็นในตารางด้านบน

========================

เอาล่ะ สำหรับคนที่หลับมาทั้งคาบ ตอนนี้ได้เวลาตื่นแล้วค่ะ จะเลิกคลาสแล้ว ขอสรุปรวบตึงสุดท้ายด้วย Bar Chart อันนี้ให้เห็นภาพ

ระยะเวลาที่ต้องวิ่งเพื่อเผาผลาญไขมัน 1 กิโลกรัม
ระยะเวลาที่ต้องวิ่งเพื่อเผาผลาญไขมัน 1 กิโลกรัม

สรุปคือ เราจะเลือกวิ่งโซน 2 ค่ะ เพราะมีอัตราการเผาผลาญไขมันมากกว่าโซนอื่นๆ เทียบให้เห็นภาพก็คือ ถ้าอยากลดน้ำหนัก 1 กก. โดยไม่เปลี่ยนแปลงการกินเลย วิ่งด้วยโซน 2 วันละชั่วโมงนึง จะใช้เวลาแค่ 25 วันเท่านั้น แต่ถ้าวิ่งโซน 3 จะต้องใช้เวลาถึง 34 วัน ไม่เอาค่ะ ขี้เกียจรอ

ที่เป็นเช่นนี้เพราะ เอาเข้าจริงน้องพนักงานไม่ได้มีเงินเดือนเยอะกว่าป้าแม่บ้านอย่าง Significant เลย (เฉพาะบริษัทของเรานะคะ) ดังนั้นเมื่อป้าแม่บ้านเก็บออมได้เก่งกว่ามาก จึงมีเงินออมมากกว่าน้องพนักงานนั่นเอง

-จบบริบูรณ์-

ปล. อาจมีคำถามว่าถึงโซน 4 จะเผาไขมันได้น้อย แต่มันมี After burn นะ? ลดน้ำหนัก 1 กก. ได้เร็วกว่านี้แน่นอน? คำตอบคือ...จริงค่ะ...มันมี เราเองก็เคยเขียนบทความเรื่องนี้ (วิ่งทันโลก 31: เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับอาฟเตอร์เบิร์น (Afterburn)) แต่เนื่องจากตอนนี้เราไม่มีข้อมูลเรื่อง After burn ว่ามันเผาผลาญได้เท่าไหร่กันแน่ แม้แต่บทความฝรั่งก็พูดไม่ตรงกัน เราจึงใช้ข้อสรุปทุกอย่างจาก data ที่เรามีเท่านั้น

เพื่อความเซฟเอาเป็นว่าถ้าใครจะทำตาม ก็ใช้หลักการนี้เลือกเฉพาะระหว่างโซน 2 กับ 3 ที่ไม่มีผลจาก After burn ทั้งคู่แล้วกันนะคะ

Ref

[1] 7700 Kcal deficit per per kg weight loss, or just 3600 Kcal deficit per kg weight loss?

Tuesday, August 1, 2017

Auto lap by Position แม่นยำแค่ไหน | 8 comments:

เคยสังเกตมั้ยคะ ในนาฬิกา GARMIN จะมี Auto Lap 2 ประเภทคือ By Distance กับ By Position แบบที่เราใช้กันทั่วไปคือ By Distance เช่น ให้ตัด Lap อัตโนมัติทุก 1 กม. หรือ 500 เมตร หรือระยะทางอื่นๆ ตามที่เราต้องการ ...เอ...แล้ว By Position ล่ะ เอาไว้ทำอะไร?

มาดูการทำงานของมันก่อน นาฬิกาจะจำพิกัด GPS ของตำแหน่งบนพื้นโลก ณ จุดที่เรากดปุ่ม start เอาไว้ จากนั้น ทุกครั้งที่เราวิ่งผ่านตำแหน่งนี้ มันจะตัด Lap ให้โดยอัตโนมัติ ดังนั้น ถ้าเราวิ่งรอบสวนสาธารณะ มันก็จะตัด lap ทุกๆ 1 รอบสวนนั่นเอง ทำให้เรารู้ข้อมูลของการวิ่งแต่ละรอบได้โดยไม่ต้องกด lap เอง





ฟังดูเข้าที อย่างงี้ก็เอาไปจับเวลา 1 รอบสนาม 400 เมตรได้สิ เวลาลงคอร์ทจะได้ไม่ต้องกด lap เอง ?! เพราะก่อนหน้านี้เวลาลงคอร์ท 400/800 บนสนามมาตรฐานจะไม่กล้าให้ GARMIN ตัด lap by Distance ให้ (มีหน้าที่วิ่งอย่างเดียว เดี๋ยวครบ 400 เมตรเมื่อไหร่มันจะมีเสียงสวรรค์ 3 ติ๊ด แล้วตัด lap ให้เอง ไรงิ) เพราะเคยทดลองแล้วว่า วิ่งครบ 1 รอบสนามแล้ว นาฬิกายังจับระยะได้ไม่ถึง 400 เมตร

ในทางทฤษฎีก็น่าจะได้ค่ะ แต่เพื่อความมั่นใจ เราเลยลองทดสอบความแม่นยำของมันดู เพราะอย่างที่รู้กันว่า แม้จะรับดาวเทียมได้จำนวนมากเพียงพอ แต่พิกัดที่นาฬิการับรู้สามารถคลาดเคลื่อนจากตำแหน่งจริงได้ถึง +/- 10 เมตร 

เราทดลองโดยการวิ่งรอบสนามมาตรฐาน 400 เมตร ด้วยเพซ 5/6/7 อย่างละ 10 รอบ สวมนาฬิกา 2 เรือน คือ FR220 เพื่อกด Lap ด้วยมือทุกครั้งที่ผ่านจุดเริ่มต้น และ FR235 ที่ตั้งค่าให้มัน Auto Lap by Position แล้วนำ Lap time ที่ได้จากนาฬิกา 2 เรือนมาเปรียบเทียบกัน สรุปประเด็นที่น่าสนใจจากการทดลองได้ดังนี้

1) พบว่า lap by Position จะตัด lap ในตำแหน่งหลังจากตำแหน่งเริ่มต้นที่แท้จริงเสมอ ในทุกระดับความเร็ว



เช่น ถ้าวิ่งรอบสนาม 3 รอบ ด้วยเพซประมาณ 5 นาที/กม. ถ้ากด lap ด้วยมือที่เวลา 121.6 / 248.4 / 375.1 วินาทีนับจากเริ่มต้น ตามลำดับ จะพบว่า auto lap by position ตัด lap ที่เวลา   122.5 / 429.5 / 376.5 วินาทีนับจากเริ่มต้น ตามลำดับ

เหตุผลเพราะนาฬิกาเห็นตำแหน่งที่ต้องการให้ตัด lap เลยจุดเริ่มต้นที่แท้จริงเสมอ ในทุกระดับความเร็ว แบบที่เห็นในรูปด้านบน (เลยไปกี่เมตร เดี๋ยวบอกอีกที)

2) ถ้าไม่สนใจว่าตำแหน่งที่ต้องการให้ตัด lap ถูกต้องหรือไม่ สนใจเพียงแค่ว่า ตัด lap ทุกรอบที่ตำแหน่งเดิมหรือไม่ (นั่นคือ ถึงจะตัดผิดตำแหน่ง แต่ถ้าสามารถตัดที่ตำแหน่งเดิมได้ทุกรอบ ก็ถือว่าแต่ละ lap ครบ 400 เมตรได้ตามปกติ ถ้าอ้างอิงจากรูปด้านบนก็คือ บอลลูนสีขาวทับจุดเดียวกันทุกอัน) พบว่ายิ่งความเร็วมาก นาฬิกายิ่งตัด auto lap by position ได้ใกล้เคียงกับตำแหน่งเดิม 



ด้านบนคือกราฟแจกแจงความถี่ เป็นการนำ Lap time ทั้งหมด 10 Lap ของ manual lap (ซึ่งถือว่าเป็นค่ามาตรฐาน) มาลบกับ auto lap by position จะเห็นว่าเมื่อวิ่งด้วยเพซประมาณ 5 นาที/กม. Lap time จะเกาะกลุ่มกันมากที่สุด นั่นคือมี 6 รอบ ที่ Lap time มีค่าเท่าค่ามาตรฐานเลย อีก 2 รอบ มีค่ามากกว่ามาตรฐาน 1 วินาที และอีก 2 รอบน้อยกว่ามาตรฐาน 1 วินาที (ของจริงคือ เวลามีจุดทศนิยม แต่ปัดให้เป็นจำนวนเต็มค่ะ) แต่ถ้าวิ่งด้วยเพซ 7 จะมีอยู่ 1 รอบที่ lap time ผิดพลาดไปถึง 4 วินาที     

ถ้าดูกราฟแล้วนึกภาพไม่ออก ลองดูจากรูปการทดลองจริงก็ได้ค่ะ ฝาท่อระบายน้ำมีความยาวจากรูหนึ่งถึงรูหนึ่งประมาณ 1 เมตร จะเห็นว่านาฬิกาตัด auto lap ห่างจากตำแหน่งที่ต้องการประมาณ 5 เมตร โดยที่ ถ้าวิ่งด้วยเพซ 5 นาฬิกาจะตัด Lap เกาะกลุ่มกันในระยะรอบจุด auto lap ไม่เกิน +/- 0.5 เมตร แต่ถ้าวิ่งด้วยเพซ 7 นาฬิกาจะตัด Lap รอบจุด auto lap ในช่วง +/- 1 เมตร หรือบางรอบก็มากกว่านั้น 



เหตุผลว่าทำไมยิ่งวิ่งเร็ว auto lap by position ยิ่งเกาะกลุ่มกัน ณ จุดนี้ยังคิดไม่ออกค่ะ ไว้คิดออกจะมาเขียนเพิ่มเติม 


3) จากข้อมูล 2 ข้อที่กล่าวมา ถ้าปลงใจแล้วว่า จะใช้ Auto lap by Position นี่แหละ เพราะขี้เกียจกด lap เอง ก็ขอให้ข้อมูลเพื่อเตรียมใจว่าจะมี error เกิดขึ้นประมาณเท่าไหร่

พบว่า lap time ที่ได้จากการวิ่งรอบสนาม 10 รอบ ด้วยเพซ 5/6/7 จะมี error เฉลี่ย 0.53/0.80/0.84 วินาที ตามลำดับ เมื่อเทียบกับ lap time ที่ได้จากการกดด้วยมือ.... เออ น้อยกว่าที่คิดวุ้ย

เราสันนิษฐานต่อเอาเองจากผลการทดลองว่า ถ้าลงคอร์ท 400 เร็วกว่าเพซ 5 (รอบละ 120 วินาที) ก็จะยิ่งได้ error น้อยลงไปอีก นั่นคือ น้อยกว่า 0.53 วินาที ซึ่งดูๆ แล้วก็ยอมรับได้นะ


บทสรุปผู้บริหาร


  • Auto lap by position ตัด lap คลาดเคลื่อนจากจุดเริ่มต้นประมาณ 5 เมตร
  • แต่ยังให้ค่า lap time ที่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อวิ่งเร็ว
  • ดังนั้น จึงสามารถนำมาใช้เพื่อการลงคอร์ท 400/800/1200 etc. ได้


อย่างไรก็ตาม ถ้าจะใช้ auto lap by position ต้องมั่นใจว่า ที่สนามแห่งนั้นรับสัญญาน GPS ได้ดีตลอดเวลาที่ลงคอร์ท ดูได้จากเส้นทางที่ track ได้จาก GPS ในการวิ่งครั้งก่อนๆ ว่ามันแนบไปบนลู่วิ่งหรือไม่ ถ้าวิ่งทีไรก็บูดๆ เบี้ยวๆ หรือโดดไปมาตลอด แสดงว่าทำเลของสนามไม่เหมาะกับการรับสัญญานจากดาวเทียม กรณีนี้แนะนำให้กด lap เองด้วยมือจะดีกว่าค่ะ

อาจมีคำถามว่า ถ้าใช้ฟีเจอร์นี้แล้ว จะลงคอร์ทกันอีท่าไหน เพราะมันต้องมีระยะจ็อกด้วยนี่นา? บอกตามตรง เราก็ยังไม่เคยลอง แหะๆ ^ ^ มีแผนที่คิดไว้แล้วล่ะ เดี๋ยวถ้าลองแล้วเวิร์ค จะมาเล่าให้ฟังทีหลังค่ะ

ปล. วิธีตั้งค่า
สำหรับ FR235
Menu >> activity settings >> Lap >> Auto Lap >> by position
สำหรับ FR935
Menu >> settings >> activity&apps >> run >> activity settings >> auto Lap >> auto by position

ถ้าเลือก  >> Start and Lap นาฬิกาจะจำพิกัดของจุด start ไว้เลย เพื่อเป็นจุดสำหรับการตัด lap
ถ้าเลือก >> press only นาฬิกาจะ start เฉยๆ ต่อเมื่อเราวิ่งถึงจุดที่อยากให้ตัด lap จึงกดปุ่ม select อีกครั้ง นาฬิกาก็จะจำตำแหน่งนั้นไว้ ทำแค่ตอนแรกทีเดียวเท่านั้น

ฟังก์ชั่นนี้ไม่มีในซีรี่ส์ Fenix ค่ะ

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง
เรื่องน่ารู้ของสนามมาตรฐาน 400 เมตร (จะรู้ได้ยังไงว่าวิ่งลู่ไหน ตรงไหน ถึงได้รอบละ 400เมตร พอดี)

Saturday, November 5, 2016

การฝึกซ้อมมาเก๊ามาราธอน สัปดาห์ที่ 7 | 2 comments:

สัปดาห์นี้เวลาหลังเลิกงานถูกใช้ไปกับงานใหญ่ที่ต้องทำให้เสร็จ นอกจากจะไม่ได้ซ้อมแล้ว ยังต้องสละเวลานอนไปหลายชั่วโมงด้วย

หลังจากปลดงานทั้งหมดไปได้ในวันศุกร์แล้ว เช้าวันเสาร์เราก็ตื่นตี 3 เพื่อเตรียมตัววิ่ง 13 กม.ตามตาราง ลุกลงจากเตียงจะเดินเข้าครัวไปชงกาแฟ ปรากฎว่า...บ้านหมุนจ้า > < เพิ่งรู้จักนี่แหละว่าเป็นฉันท์ใด มันไม่ได้หมุน 360 องศาแบบที่เคยจินตนาการไว้ แต่หมุนเป็นมุมแหลม กวาดจากตาขวามาตาซ้าย แล้วก็วาร์ปกลับที่ตาขวาเหมือนเดิม นั่งพักก็ไม่หาย เลยกลับไปนอนโลด ไม่ว่งไม่วิ่งมันละ!!

คาดว่าคงใช้สมองมากแต่พักผ่อนน้อยมาหลายวัน และที่สำคัญ...อายุเยอะแล้ว > < เพราะแต่ก่อนก็ใช้ร่างกายหนักแบบนี้บ่อยๆ แต่ไม่เคยเป็นอะไร สรุป สัปดาห์นี้ได้วิ่งวันอาทิตย์วันเดียว ถถถ+

1 กม.ก่อนเข้าเส้นชัยที่วิหารเซียน เขาลูกขวามือคือเขาชีจรรย์


อาทิตย์ MARATHON TRAINING 19.00 KM
TE 4.6 Recovery Time 98 ชั่วโมง Running Performance 42

เป็นโปรแกรมซ้อมที่ต้องการให้เราฝึกวิ่งที่ความเร็วเป้าหมาย ด้วยระยะที่น้อยกว่าวิ่งยาว เพื่อไม่ให้ร่างกายบอบช้ำมากนัก...เพราะเราซ้อมเพื่อวันข้างหน้า ไม่ใช่วันนี้

โปรแกรมกำหนดให้วิ่งที่ 7:01 นาที/กม. ซึ่งเค้าประเมินแล้วว่าน่าจะเป็น marathon pace ของเรา แต่เราไม่คิดแบบนั้นอะแก เพราะเพซนี้เราวิ่งได้ตั้งแต่ที่ river Kwai 35k แล้ว เราเลย modify เองโดยตั้งเป้าหมายควบคุม HR ให้อยู่ที่ 153-160 bpm ต่ำกว่าหรือสูงกว่าเป็นพักๆ ได้ แล้วแต่สถานการณ์ คาดหวังว่าความเร็วเฉลี่ยน่าจะออกมาในช่วง 6:30-6:40 นาที/กม. ...ทำไมต้องเลือก HR ช่วงนี้? เดี๋ยวจะเล่าโดยพิสดารภายหลัง

เราสมัครงานวิ่ง half ที่เขาชีจรรย์นี้ไว้ตั้งแต่เดือนสิงหาแล้ว มาพบหลังเข้าตารางว่าบังเอิญตรงกับโปรแกรมซ้อมความเร็วเป้าหมายพอดี ก็เลยมาใช้สนามแข่งเป็นสนามซ้อมซะเลย ตั้งใจว่าจะคุมหัวใจจนถึงกม. 19 ที่เหลือปล่อยตามใจชอบ

เราชอบซ้อมในสนามแข่งมากๆ มันเพลิน วิ่งแป๊บๆ จบละ เพราะมีเพื่อนร่วมทางให้เกาะเพียบ น้ำท่าก็ไม่ต้องเตรียม เตรียมแค่เจลอย่างเดียวพอ แต่ที่ชอบที่สุดคือเวลาเห็นคนวิ่งเหนื่อยๆ กลับตัวสวนทางมา มันสาแก่ใจ...วันนี้ตูไม่ต้องเหนื่อย ตูรอดแล้ว สู้ๆ นะตะเอง ว่ะฮ่าๆๆๆ 

https://www.endomondo.com/users/862998/workouts/828783313

ผลการซ้อมเป็นอย่างที่ต้องการทุกอย่าง คุมความเหนื่อยในระดับที่วิ่งไปคุยไปได้ตลอดทาง มีขึ้นไปถึง โซน 5 บ้างตอนขึ้นเนินชัน แต่พอลงเนินมาก็ปรับความเหนื่อยลงได้ หัวใจไม่เหิน พอดูนาฬิกาเห็นว่าพ้นกม. 19 แล้วก็ปล่อยไหลเลย ตั้งใจจะสับ 2 กม.สุดท้ายตามสูตร แต่มาได้กิโลเดียว เจอป้าย "กม.19" อ้าว...นี่คือจะแถมใช่มั้ย งั้นผ่อนดีกว่า 555+ ซึ่งก็ดี เพราะได้แวะถ่ายรูปที่เห็นด้านบนด้วย ถ้าผ่านไปคงเสียดายแย่ ^ ^

จบ 21 กม. สภาพแขนขาไม่ล้าแม้แต่น้อย ซึ่งในวันแข่งจริง กูรูกล่าวไว้ว่าควรเหลือเกินครึ่ง (เกินเยอะๆด้วย) ซึ่งเราก็ไม่รู้หรอกว่าสภาพนี้คือ "เหลือเกินครึ่ง" มั้ย รู้แต่ว่ายังสดอยู่ ในส่วนของจิตใจก็ยังไม่ชะเง้อดูระยะแต่อย่างใด  สิ่งเดียวที่น่ากังวลคือ เอ็นร้อยหวายที่ไม่ปกติ...คือไม่ได้เจ็บหรือบวมอะไร แต่รู้สึกได้ว่าสภาพหลังวิ่งไม่เหมือนก่อนวิ่ง...ก็แช่น้ำแข็งรัวๆ สิคะ ^ ^" ยังคงต้องประคบประหงมกันต่อไป

อ่อ Running Performance กลับมาที่ 42 แล้ว แต่ต้องแลกกับ Recovery Time 98 ชั่วโมง!! 4 วันกว่าเลยแกรรร > < นั่นคือ กว่าจะซ้อมได้อีกทีก็พฤหัสเย็นเลย เดี๋ยวเย็นวันพุธดูสภาพร่างอีกที ว่าซ้อมได้มั้ย


การซ้อมตามความเหนื่อย


ก่อนจะเล่าว่าเราเลือกความเร็วเป้าหมาย หรือ HR เป้าหมายสำหรับใช้ในวันแข่งยังไง ขอเล่าถึงหลักการซ้อมของเราก่อน

แกคงเคยซ้อมโดยตั้งเป้าหมายว่า วันนี้ต้องวิ่งให้ได้ความเร็วเฉลี่ยเท่านั้นเท่านี้ หรือ วิ่งให้ได้หัวใจอยู่ในโซนนัั้นโซนนี้ ใช่มั้ย ? สิ่งที่แกต้องทำก็คือ วิ่งไปดูนาฬิกาไป ถ้าเร็วไปก็ผ่อน-ช้าไปก็เร่ง ไม่ว่าจะดู current pace หรือ average pace ก็ตาม หรือถ้าซ้อมตามโซนหัวใจ เห็นหัวใจสูงเกินโซนก็ผ่อน-ต่ำกว่าโซนก็เร่ง...ประมาณนี้ใช่มั้ย



แต่สำหรับเรา ไม่ได้ยึดทั้ง pace และ HR ... สิ่งที่เรายึดคือความเหนื่อย นั่นคือ เราจะตั้งเป้าหมายไว้ว่าการซ้อมครั้งนี้เราจะเหนื่อยอยู่ในช่วงไหน เวลาวิ่งก็สังเกตความเหนื่อยของตัวเองตลอดเวลา (แน่นอน ก็มันไม่มีนาฬิกาบอกค่าความเหนื่อยนี่นา ^ ^) ถ้าเหนื่อยมากไปก็ผ่อน-เหนื่อยน้อยไปก็เร่ง อนุญาตให้เหนื่อยเกินช่วงที่ตั้งใจได้นิดหน่อย

ทำไมเราเลือกที่จะซ้อมแบบนี้? นั่นก็เพราะ ทั้งความเร็วและอัตราการเต้นของหัวใจเป็น output ทางอ้อมของการออกกำลังกายเท่านั้น output ที่แท้จริงคือ "ความเหนื่อย" (ปริมาณการใช้ออกซิเจน) ตะหาก

เราประมวลไอเดียออกมาได้ตาม block diagram ด้านล่าง (อาจไม่สอดคล้องกับหลักการเขียนบล็อกไดอะแกรมในวิชา control engineering เอาเป็นว่าเน้นความเข้าใจเป็นหลักเนาะ) 

คลิกที่รูปเพื่อขยาย

ยกตัวอย่าง สมมุติว่าก่อนหน้านี้เราวิ่งด้วยความหนักระดับ A

ปริมาณออกซิเจนที่ต้องการ/อัตราการเต้นของหัวใจ/กำลังที่ใช้/ความเร็ว ที่เกิดขึ้นตอนนั้นก็ต้องอยู่ที่ระดับ A เช่นกัน (วิ่งหนักโคตรๆ ก็ต้องการออกซิเจนเยอะโคตรๆ HR สูงโคตรๆ ใช้กำลังเยอะโคตรๆ วิ่งได้เร็วโคตรๆ)

แต่จากรูปจะเห็นว่า ที่ความฟิตและความแข็งแรงเท่าเดิม วิ่งด้วยความหนักระดับ A เท่าเดิม แต่อยู่มาวันหนึ่ง HR อาจไม่ได้อยู๋ในระดับ A แล้วก็ได้ เพราะ วิ่งกลางแดด ร้อนมาก เมื่อคืนนอนไม่พอ กำลังเป็นหวัด ฯลฯ และอยู่มาอีกวันหนึ่ง ความเร็วอาจไม่อยู่ในระดับ A แล้วก็ได้ เพราะวิ่งขึ้นเขา วิ่งบนทราย วิ่งต้านลม ฯลฯ

ในทางกลับกันจะเห็นได้ว่า ถ้าวิ่งด้วยความหนักระดับ A จะมีปริมาณ 2 อย่างคือ ออกซิเจนที่ต้องการ และ กำลังที่ใช้ เท่านั้นที่จะอยู่ในระดับ A เสมอไม่ว่าจะร้อนหรือหนาว ขึ้นเขาหรือลงห้วย

Stryd Power Meter สำหรับนักวิ่ง
Stryd Power Meter สำหรับนักวิ่ง


การวัดกำลังที่ใช้ ทำได้โดย power meter ที่ออกแบบมาสำหรับนักวิ่ง ซึ่งตอนนี้มีขายแล้ว เราก็ซื้อมาอันนึง แต่ยังไม่มีเวลาศึกษาจริงจังเลยว่ามันแม่นแค่ไหน เลยยังไม่เอามันมาใช้ในการซ้อม ขอข้ามไปก่อน (แต่บอกได้เลยว่า ถ้าแม่น มันจะปฏิวัติการฝึกซ้อมไปเลย จากที่ซ้อมตามโซนหัวใจ จะเปลี่ยนมาซ้อมตามโซน power ทั้งหมดแน่นอน)

ส่วนการวัดปริมาณออกซิเจนที่ต้องการ ก็ใช้วิธีครอบหน้ากากแล้ววิเคราะห์อากาศที่หายใจออกมา แบบตอนที่เราไปทดสอบ VO2max นั่นแหละ ในการซ้อมปกติเราจึงวัดค่านี้โดยตรงไม่ได้ สิ่งที่เราทำได้คือ สังเกตความเหนื่อย เพราะถ้าต้องการออกซิเจนมาก ก็ต้องหายใจแรงขึ้น หอบมากขึ้น เหนื่อยมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

ถามว่าอ้าว แล้วที่ตอนต้นบอกว่าคุม HR ล่ะ ? แปลว่าอะไร แล้วจะเลือกความเหนื่อยยังไง และ ถ้าไม่มีเครื่องมือวัดความเหนื่อยเป็นกิจลักษณะ จะแน่ใจได้ยังไงว่าความรู้สึกของเรามันถูกต้อง ... เอาไว้ตอนหน้าแล้วกันนะแก ^ ^ เหนื่อยแย้ว

Weekly Mileage 24.74 กม. 

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง
การฝึกซ้อมมาเก๊ามาราธอน สัปดาห์ที่ 6

Monday, June 29, 2015

รีวิวนาฬิกา Wellograph | 4 comments:



Cr. wellograph.com


รีวิวนี้ไม่เน้นรูปถ่ายนะคะ อยากดูรูปนาฬิกาในทุกแง่มุม ดูได้จากรีวิวอื่นโดย search ด้วยคำว่า “Wellograph รีวิว” มีในอินเตอร์เน็ตเพียบค่ะ “แกะกล่อง” ก็ไม่มี เพราะไม่รู้จะให้ดูของอื่นในกล่องไปทำไม

รีวิวนี้จะเน้นไปที่การใช้งาน โดยจะลงรายละเอียดว่า activity tracker ในรูปแบบนาฬิกาตัวนี้ทำอะไรได้บ้าง พร้อมทั้งให้ความรู้เพิ่มเติมที่เกี่ยวข้อง แบบที่คุณจะไม่เจอในรีวิวอื่นๆ และปิดท้ายด้วยความเห็นส่วนตัวจากการได้ทดลองใช้ประมาณ 3 สัปดาห์ มาดูกันเลยดีกว่าค่ะ

Friday, September 19, 2014

วิ่ง 10 กม. ด้วยเวลาเท่าไหร่ จึงเผาผลาญได้ดีที่สุด | 9 comments:

นี่เป็นคำถามที่เราเจอในพันทิปค่ะ

คนที่ถามเค้าลดความอ้วนอยู่ เลยอยากรู้ว่าต้องวิ่งเร็วแค่ไหน แต่เดาว่าเค้าคงไม่มีนาฬิกา GPS ที่สามารถบอกความเร็วได้ และเดาอีกว่าเค้าคงตั้งใจจะวิ่งให้ได้ครั้งละ 10 กม. ไม่เกี่ยงเวลา เลยถามออกมาในลักษณะนี้

คำถามนี้น่าตอบ และน่าสนใจ...
เพราะเป็นสถานการณ์ที่พบได้ทั่วไป เรียบง่าย ตรงจุด ในขณะเดียวกันก็ประเทืองปัญญาคนตอบด้วย

วิ่ง 10 กม. ด้วยเวลาเท่าไหร่ จึงเผาผลาญได้ดีที่สุด

Saturday, June 14, 2014

วิธีปรับความชันของ treadmill เพื่อซ้อมวิ่งขึ้นเขา | 5 comments:

นักวิ่งที่อยู่ในเมือง บางครั้งจะเกิดอาการหนักใจเมื่อรู้ว่างานวิ่งที่กำลังจะมาถึง มีภูมิประเทศเป็นเขา เนิน หรือแม้แต่ขึ้นสะพานยาวๆ ครั้นจะซ้อมจำลองสถานการณ์จริงไปก่อน ก็ไม่รู้จะหาเนินที่ไหนมาซ้อม จะวิ่งขึ้นสะพานก็กลัวรถสอย วันนี้เรามี solution นึงมานำเสนอสำหรับนักวิ่งนครบาลอย่างเราๆ ท่านๆ นั่นก็คือ การฝึกซ้อมบนลู่วิ่งไฟฟ้า หรือที่เรียกทับศัพท์กันว่า treadmill นั่นเอง

ตัวเลข % ที่เห็นบนแผงควบคุมหมายถึงอะไร


ตามปกติแล้ว treadmill เครื่องใหญ่ๆ ตามฟิตเนส นอกจากปรับความเร็วและตั้งโปรแกรมต่างๆได้แล้ว ยังสามารถปรับความชันได้อีกด้วย เราอาจจะเห็นว่าแต่ละเครื่องมีชื่อเรียกเรียกปุ่มปรับความชันแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น grade/ incline/ ascend/ elevate แต่ไม่ว่าจะเรียกอย่างไร ถ้าตัวเลขที่แสดง มีหน่วยเป็น % มันจะหมายถึง "%gradient" เสมอ

ปุ่มปรับความชันของลู่วิ่งสายพาน
แผงควบคุมของลู่วิ่งไฟฟ้า ชนิดที่สามารถปรับความชันได้

Friday, September 13, 2013

เรื่องน่ารู้ของสนามมาตรฐาน 400 เมตร | 17 comments:

แม้พวกเราจะเป็นนักวิ่งถนน แต่บางคนก็ซ้อมในลู่ใช่มั้ยคะ ยิ่งถ้าเป็นนักวิ่งประเภทอยากทำสถิติที่ต้องมีการฝึกซ้อมความเร็วแบบ interval/speed work หรือที่ภาษานักวิ่งไทยเรียกกันว่า "ลงคอร์ต" ยิ่งต้องเคยใช้สนาม 400 เมตรกันแน่นอน เราก็เช่นกันค่ะ ...และตามประสาคนขี้สงสัย เราก็เกิดคำถามขึ้นมาบางอย่าง เมื่อหาคำตอบได้แล้วจึงเอามาแบ่งๆกันอ่านไว้ ณ ที่นี้ เผื่อจะมีคนอยากรู้เหมือนเรา


สนามมาตรฐาน 400 เมตร

Tuesday, April 23, 2013

ทำไมนักวิ่งจึงอ่อนกว่าวัย ในทรรศนะของนักฟิสิกส์ | 4 comments:

เราคงเคยได้ยินแนวคิดที่ว่า หนึ่งในฝาแฝดนั่งจรวดที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง ท่องเที่ยวไปยังดวงดาวไกลโพ้น และเมื่อเดินทางกลับมาถึงโลก ชายผู้นั้นยังคงหนุ่มแน่น ในขณะที่คู่แฝดของเขาแก่หง่อมไปแล้ว

ปรากฏการณ์ Time Dilation


นี่เป็นผลมาจากปรากฏการณ์ "การยืดออกของเวลา" หรือ Time Dilation ซึ่งสามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษของไอน์สไตน์

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...