วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

race 23-25 : วิ่งมินิไปงั้นๆ | ไม่มีความคิดเห็น:

race 23 : Thailand International Half Marathon ครั้งที่ 1 (แต่ข้าพเจ้าลงมินิ)

เป็นไข้เพราะเล็บขบเลยไม่ได้ซ้อม แข่งทั้งป่วยๆนี่แหละ เป็นงานแรกที่พยายามใช้ท่าวิ่งที่เรียนมาจากโค้ช กิโลเมตรแรกเลยเร็วปรื๋อ ประกอบกับพยายามรอออกตัวที่แถวแรกๆ เลยได้เห็นบรรยากาศการวิ่งของแนวหน้า(และแถวสอง)ก็ครั้งนี้ เห็นน้องเบสอยู่ข้างหน้าแว็บๆ แล้วก็ค่อยห่างออกไปเรื่อยๆ ผ่านไปแค่ 2 กม. เราก็หมด ท่าดีแต่หัวใจแข็งแรงตามไม่ทัน ทำเวลาไม่ดีแต่ก็พอใจแล้วเมื่อเทียบกับสภาพร่างกาย เสียดายนิดหน่อย ถ้าใจสู้กว่านี้อาจติดถ้วย เพราะกลับมาดูวิดีโอแล้วข้าพเจ้าได้ที่ 6 ของกลุ่มอายุ T_T

10K = 58:03 นาที







หลังจบงานนี้ ก็ยังไม่ได้ซ้อมจริงจังอยู่ดีเพราะเกิดอาการเจ็บน่อง เป็นอยู่เกือบสิบวันกว่าจะหาย หลังจากหายก็เบื่อๆ แหยงๆ วิ่งบนสายพานในยิมอย่างเีดียว เป็นช่วงหนึ่งของชีวิตการวิ่งที่รู้สึกเนือย เอื่อยมากๆ สาเหตุของการบาดเจ็บที่น่อง ส่วนหนึ่งคือการ drill อย่างหนักหน่วง แต่ที่น่าจะเป็นสาเหตุหลักคือ ท่าวิ่ง ที่ตอนแรกคิดว่าทำถูกแล้ว แต่พอมาวิ่งให้โค้ชและน้องม้อก (มือขวาของโค้ช) ดูอย่างเป็นเรื่องเป็นราวช่วงเตรียมงานสมันน้อยฯ ปลายเดือนมีนาคม จึงได้รู้ว่าจังหวะ landing ของเรา ถึงแม้จะลงด้วยหน้าเท้าแล้ว แต่เป็นอาการที่โค้ชเรียกว่า "แซะเท้า" ดูได้จากเข่าที่ไม่งอในจังหวะ landing ดังกล่าว

race 24 : ศิครินทร์มินิมาราธอน

ซ้อมน้อยแต่ก็ไปแข่งตามเพื่อนๆในชมรม เริ่มปรับท่าโดยไม่เน้นการลงหน้าเท้าแล้ว เพราะทำยังไงก็ยังไม่สามารถ landing ให้เข่างอได้ เสี่ยงต่อการบาดเจ็บ

อีกประมาณเกือบ 2 กม.จะถึงเส้นชัย เจอน้องแนวหน้าในชมรมที่เข้าเส้นชัยไปแล้ววิ่งกลับมายืนเช็คตัวอยู่ข้างทาง ("เช็คตัว" เป็นศัพท์นักวิ่ง หมายถึง คอยตรวจสอบว่าคนที่เราดูแลอยู่ หรือคู่แข่งของคนที่เราดูแลอยู่ กำลังอยู่ในอันดับไหน) น้องตะโกนให้กำลังใจมาว่า "พี่ติดที่ 5 อยู่ครับ"  จริงๆไม่ได้หวังมาก่อน วิ่งไปงั้นๆ (แต่ก็ไม่เคยอู้) พอได้ยินคำนี้เท่านั้นแหละ ข้าพเจ้าเกิดอาการผีถ้วยวิ่งเข้าสิง ความตั้งใจคืออยากได้ถ้วยบ้างเพื่อให้โค้ชได้ชื่นใจ เพราะเป็นผู้ช่วยโค้ชแท้ๆ แต่ิหลังๆฝีเท้ากะโหลกกะลามาก เพราะอ่อนซ้อม เกรงคนจะครหาถึงครูบาอาจารย์เอาได้ เราวิ่งไปตะโกนเรียกพลังไปเพื่อเร่งความเร็วให้ขาที่อ่อนล้าเต็มทน เนื่องจากไม่อาจรู้ได้เลยว่าจะมีอันดับ 6 แอบเกาะติดแล้วมาปาดหน้าเส้นหรือไม่ นักวิ่งหลายคนหันกลับมามอง แต่เราไม่สนแล้ว อารมณ์นั้นมันมีแต่ภาพเราเอาถ้วยไปอวดโค้ชอยู่ในหัว เราฮึดแซงผู้หญิงอีก 2 คน ทั้งๆที่ไม่รู้่ว่าอยู่กลุ่มอายุเดียวกันหรือไม่ ยังไงขอแซงกันเหนียวไว้ก่อน หยดสุดท้ายของเราหมดลงที่หลังเส้นชัยนั่นเอง แม้หน้าจะเหยเกแต่ก็เดินตรงไปยังโต๊ะแจกป้ายด้วยใจที่พองฟู แต่เอ๊ะ! ทำไม staff ไม่มองเราสักนิด กลับแลเลยไปจ้องเส้นชัยอย่างไม่ยอมให้คลาดสายตา...สมองที่มึนงงตอบได้ในฉับพลันว่า...ข้าพเจ้าโดนน้องอำซะแล้ว T_T  แต่ก็ไม่เคืองหรอก วิ่ง pace 5:30 แกจะหวังอะไรแว้ //อีโม่ค้อนทุบหัว

ช็อตเข้าเส้นชัยที่"ได้ใจ"ที่สุดในชีวิต ขอบคุณโปร Tom ด้วยค่ะ
เมื่อมาเช็คเวลาจากรูปถ่ายในภายหลังจึงรู้ว่าเราเข้ามาเป็นที่ 6 ห่างจากที่ 5 อยู่ประมาณ 1:30 นาที ซึ่งก็มากโขอยู่ ไม่ใกล้เคียงพอที่จะใช้คำ่ว่า "น่าเสียดาย" หรือ "อีกนิดเดียว" หรอก เพราะเท่าที่วิ่งมาก็ใส่หมดแม็กแล้ว โดยเฉพาะกม.สุดท้ายก่อนเข้าเส้น น่าจะเป็นครั้งที่เข่นที่สุด หัวใจระเบิดเถิดเทิงที่สุดตั้งแต่แข่งมา 24 ครั้งเลยทีเดียว (เดาจากอาการโคตรเหนื่อย ไม่ได้คาด HRM) ต้องขอบคุณน้องด้วยที่ทำให้พี่ได้รู้จักความรู้สึกแบบนี้ สะใจดีเหมือนกันนิ




race 25: สงกรานต์มาราธอน (ผลัด)

เป็นงานวิ่งที่ทรมานสังขารที่สุดในชีิวิต เราวิ่งเป็นผลัดแรก ระยะทางแค่ 3 รอบสวนลุม (ประมาณ 7.5 กม.) แต่ปล่อยตัวตอน 10 โมงเช้า ในวันที่แดดโคตรร้อน กลางเดือนเมษายน...มันแรงตรงนี้!!

เมื่่อวิ่งถึงรอบที่ 3 ซึ่งเป็นรอบสุดท้าย ความร้อนและเหนื่อยที่ทวีขึ้นตามเวลา ก็ผนึกกำลังกันทำให้เราเบลอถึงขีดสุด สติเหลืออยู่เพียงลางเลือน มีแต่สำนึกที่สั่งให้สับขาไปเรื่อยๆอย่าได้หยุด เมื่อวิ่งมาถึง 3 แยกแห่งหนึ่ง สติครึ่งๆกลางๆอันนี้บอกเราว่าตูข้าได้วิ่งมาถึงโค้งตาหวานแล้ว จงเี้ลี้ยวซ้ายเถิดเอย เราเลี้ยวซ้ายแฟร้บบบตามที่มันสั่ง เห็นคน 2-3 คนตรงสามแยกโบกมือให้เป็นระวิง ก็นึกว่าเค้าโบกมือเชียร์ เรายิ้มตอบไมตรีนั้น แล้วตั้งหน้าตั้งตาวิ่งสุดชีวิตเพราะเมื่อพ้นโค้งตาหวานแล้ว อีกไม่เกิน 500 เมตรก็จะเป็นเส้นชัย แต่เอ..ทำไมไม่มีใครวิ่งนำหน้าอยู่ในระยะสายตาเลยหว่า ภูมิทัศน์ก็ไม่คุ้น จนวิ่งไปถึงเก๋งจีนนั่นแหละ พุทธิปัญญาจึงได้บังเกิดว่าตูข้านี้เลี้ยวผิดทางเสียแล้ว T_T... คุณ Jean, พี่ย้ง, พี่อู๊ด เพื่อนร่วมทีมอีก 3 ท่านก๊าบบบ ป๋มขอโต้ดดดด

ถ่ายตอนวิ่งครบ 2 รอบ ลงให้ดูเฉพาะแผ่นหลังนะคะ เพราะตอนนี้แผ่นหน้ามันทุเรศมาก ลองจินตนาการรูปฮันมะบากิตอนเบ่งพลังดูก็น่าจะใกล้เคียงค่ะ 555+

แม้จะมีทางให้วิ่งต่อ จนไปบรรจบกับเส้นทางการแข่งขันได้ แต่ตอนนี้เมื่อความตกใจขับไล่ความเบลอไปสิ้นแล้ว จึงได้สติว่า ไอ้ที่โบกมือให้เราตรงสามแยกนั่น คือสต๊าฟที่ทำหน้าที่แจกหนังยาง check point (ที่เรารับมาแล้ว 2 ครั้ง แต่รอบสุดท้ายเรากลับจำไม่ได้ซะงั้น และกิริยาที่พวกเขาทำไม่ใช่การเชียร์ แต่เป็นการบอกว่าเราเี้ลี้ยวผิด) ทางเลือกเีดียวที่เหลืออยู่จึงมีเพียงก้มหน้าก้มตาวิ่งย้อนกลับทางเดิมเพื่อไปรับหนังยาง ให้ครบ 3 เส้นตามกติกา ความฝันที่จะได้นอนแผ่หนีร้อนใต้ร่มไม้หลังเข้าเส้นชัยขยายออกไปอีก 2 เท่าของระยะที่วิ่งหลงเข้ามา ได้แต่นึกในใจว่า "ช้านมาทำอะไรที่นี่ จะมาวิ่งตากแดดทรมานตัวเองทำม้ายยยยย" ขอปวารณาตัวต่อหน้าเรือถีบหงส์ขาวในสระสวนลุมไว้เลยว่า ข้าพเจ้าจะไม่มางานวิ่งนี้อีกแล้ว (เว้นแต่จะเลื่อนไปปล่อยตัว 6 โมงเช้า นะคะนะ)

ส่งผลัดให้คุณ Jean คู่หูฟ้าประทานของพี่ย้ง แกคงรอเราจนรากงอกแร้ว T_T




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

*************************************************************************************
ผักกาดๆ ถ้าข้อความไม่ขึ้น นั่นแปลว่า blog คิดว่าข้อความของท่านเป็น spam ไม่ต้องกังวลค่ะ comment เหล่านี้จะตกไปอยู่ที่กล่อง spam รอให้เจ้าของ blog มาตรวจสอบ (ก็คือเรานั่นเอง ^ ^)
*************************************************************************************

Google+ Badge

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...