Thai Jogging Magazine ฉบับประจำเดือนเมษายน 2557
โดย องค์อร รัตนนาถถาวร
เคยใฝ่ฝันอะไรกันไว้บ้างคะเมื่อยามที่คุณยังอยู่ในร่างเก่า
ร่างสมัยที่แค่เดินขึ้นสะพานลอยก็เหนื่อยแล้ว เปิดทีวีเห็นรายการเกาะติดคนไทยปีนเขาเอเวอเรสต์ เปิดนิตยสารเห็นบทสัมภาษณ์สองสามีภรรยา คุณหมู-คุณวรรณ ที่ปั่นจักรยานรอบโลก หรือแม้แต่เดินไปซื้อปาท่องโก๋หน้าปากซอยแล้วเห็นคุณลุงข้างบ้านจ็อกกิ้งทุกเช้า
ฉันชื่นชมผู้คนที่ทำกิจกรรมอันต้องการความแข็งแรงของร่างกายทั้งหลายเหล่านี้เสมอมา ส่วนไอ้เรื่องอยากจะทำให้ได้เหมือนเขา...ก็คงมีบ้างในใจลึกลื้กกกกแบบเจียมเนื้อเจียมตัว เปรียบไปก็คงเหมือนความอยากขึ้นไปในอวกาศเพื่อมองกลับมาเห็นดาวเคราะห์สีน้ำเงินเต็มๆ ใบสักครั้งในชีวิต ในขณะที่แค่จะเรียนอะไรเพื่อให้ควอลิฟายเป็นมนุษย์อวกาศก็ยังไม่รู้เลย
แต่แล้วในวันหนึ่งเมื่อตระหนักว่า...เฮ้ย!! ตูมีร่างสองแล้วนี่หว่า ความฝันทั้งหลายที่เคยตกตะกอนอยู่ก้นใจก็ถูกกวนให้ฟุ้งกระจายขึ้นมาอีกครั้ง...ก็ทำไมจะทำไม่ได้ล่ะ ในเมื่อการวิ่ง บ่มเพาะร่างใหม่ของเราทั้งความแข็งแรง การจัดสรรเวลา และทัศนคติประเภท “ถ้ามัวแต่รอโอกาสเหมาะๆ สภาพแวดล้อมดีๆ แล้วค่อยทำ ...คุณจะไม่ได้ทำอะไรเลย” และ “ศักยภาพของคุณจะสิ้นสุดลงที่จุดใด ...มีแต่คุณเท่านั้น ที่จะเป็นผู้กำหนด” ดังนั้นฉันจึงเริ่มก้าวแรกอย่างไม่รอช้าด้วยโปรเจค “วิ่งไปปั่นไป” นั่นเอง
หน้าเส้นชัยงานวิ่งเขื่อนแควน้อยฯ พิษณุโลก |
แม้โปรเจคนี้จะไม่ใช่ epic ระดับปั่นจักรยานรอบโลก แต่เพียงเท่านี้มันก็นำประสบการณ์อันมีค่ามาสู่ชีวิตฉันมากมายแล้ว ขอนำมาขยายสักเล็กน้อย ตามกำลังหน้ากระดาษแล้วกันนะคะ ^ ^
ประการแรกมันทำให้รู้ว่ารถจักรยานพับก็พาเราไปเที่ยวไกลๆ ได้...สะดวกเสียอีกด้วย เพราะสามารถหิ้วรถพับขึ้นรถไฟได้ทุกขบวน เปรียบเสมือนเป็นสัมภาระติดตัวอย่างหนึ่งโดยไม่ต้องกังวลว่ารถไฟขบวนนั้นจะมีตู้สัมภาระหรือไม่ หรือถึงแม้ว่ามี แต่ก็ยังต้องกังวลต่อ ว่าตู้จะเต็มเพียบมาก่อนถึงสถานีหรือเปล่าแบบคนที่ใช้รถจักรยานประเภทอื่น ดังนั้นถ้าเราใช้รถพับ การวางแผนเดินทางด้วยรถไฟก็ง่ายขึ้นอีกหลายกิโลขีด
ในแง่สมรรถนะ แม้วงล้อจะเล็ก คือไม่เกิน 20 นิ้ว แต่ถ้าฝึกปั่นยาวๆ จนอยู่ตัว ก็สามารถทำความเร็วในช่วง 20-25 กม./ชม. ได้สบาย แน่นอนว่าช้ากว่าเมื่อเทียบกับเสือภูเขาหรือเสือหมอบ แต่ถ้าเรามีรถไฟหรือรถสาธารณะอื่นๆทุ่นระยะทางให้แล้ว ด้วยความเร็วระดับนี้ก็สามารถพาเราไปถึงชุมชนเมืองหรือที่พักได้ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน ไม่ต้องกินข้าวลิงกลางป่าแน่นอนค่ะ
ประสบการณ์อันมีค่าประการต่อมาก็คือ การได้เรียนรู้ชีวิตนักวิ่งกลุ่มคลาสสิก (ชื่อกลุ่มนี้ฉันตั้งเอง ^ ^) แม้จะยืนยันเสมอว่า ไม่ว่าจะมีวิถีแบบไหน เราทุกคนต่างก็เป็นนักวิ่งได้อย่างเต็มภาคภูมิเช่นกัน ไม่มีอะไรแท้อะไรเทียม แต่บางครั้งฉันก็อยากเปิดหูเปิดตา มาสัมผัสวิถีชีวิตที่แตกต่างจากสังกัดปกติของตัวเองดูบ้าง
นักวิ่งคลาสสิกตามนิยามของฉัน คือกลุ่มคนที่ใช้ชีวิตนักวิ่งแบบเรียบง่าย สมถะ ราวกับจะให้มันเป็นพิธีกรรมก่อนการฝึกตนในขั้นสุดท้าย นั่นคือการวิ่งมาราธอน
พวกเขาส่วนใหญ่จะเป็นชายวัย 40-60 ปี รูปร่างสันทัดค่อนไปทางผอม ผิวเกรียมแดด สะพายเป้ใบเล็กๆ กับเต็นท์สำหรับนอนคนเดียว เดินทางด้วยขนส่งมวลชนอาทิรถบขส.หรือรถไฟ มาถึงงานวิ่งช่วงเย็นวันเสาร์ กินอาหารที่งานวิ่งจัดไว้เลี้ยง ซึ่งโดยมากจะมีแกงหม้อ ผัดผักอีกหม้อ และไข่ต้มคนละฟอง นุ่งผ้าขาวม้าอาบน้ำในคอกสังกะสีที่ทำขึ้นชั่วคราว (หรือห้องน้ำ แล้วแต่สถานที่จะเอื้ออำนวย) นอนเต็นท์ในบริเวณงาน ตื่นตี 2 เพื่อลุกขึ้นมากินอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตที่เตรียมมาเอง ล้างหน้าแปรงฟัน แล้วออกไปวิ่งมาราธอน!!
โปรเจค “วิ่งไปปั่นไป” ทำให้ฉันได้ตามรอยพิธีกรรมของพี่ๆ เหล่านี้ ยอมรับว่าลำบาก ปวดเมื่อย กินไม่อร่อย แต่ไหนๆ ก็หาเรื่อง ”เหนื่อย” แบบการวิ่งมาราธอนอยู่แล้ว การบำเพ็ญตบะเพิ่มขึ้นมาอีกนิดก็ทำให้วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ มีรสชาติที่สะใจครบเครื่องดี ส่วนจะบรรลุธรรมของกลุ่มนักวิ่งคลาสสิกหรือไม่ ก็คงต้องบำเพ็ญเพียรกันต่อไป
ระหว่างทาง สวนผึ้ง ราชบุรี |
ประสบการณ์สุดท้ายที่อยากนำมาแชร์ก็คือ เมื่อเคลื่อนที่ช้าลง เราก็จะเห็นรายละเอียดมากขึ้น แม้แต่ถนนหลวงธรรมดาๆ ก็พร้อมที่จะฝากความทรงจำมากมาย เพียงแค่เราเปลี่ยนจากนั่งรถมาปั่นจักรยาน ดังนั้นจึงไม่ต้องพูดถึงเลยว่า สถานที่ท่องเที่ยวทั้งที่โด่งดังและซ่อนตัวลึกลับตามรายทางจะสร้างความประทับใจให้เรามากมายเพียงไร นี่ยังไม่นับความภูมิใจที่เราดั้นด้นไปถึงสถานที่เหล่านั้นด้วยแรงกายล้วนๆ เลยนะคะ
อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว คิดโปรเจคอะไรเพื่อฉลองร่างใหม่ของคุณได้หรือยังคะ ^ ^
โพสต์ที่คุณอาจสนใจ บทเรียนชีวิต 10 ประการ ที่การวิ่งมอบให้เรา
========================================
ทดลองอ่านนิตยสาร Thai Jogging Magazine ฉบับย้อนหลัง
Steve Job กล่าวไว้ สะสมเรื่องราวให้มากกว่าสิ่งของ เพราะเมื่อเวลาผ่านไป สิ่งของจะมีคุณค่าน้อยลง แต่เรื่องราวจะมีคุณค่ามากขึ้น / กลับมาอ่าน blog ทีไรก็เห็นความจริงของข้อนี้
ReplyDeleteขอบคุณสำหรับคำคมของ Steve Jobs ค่ะ ^___^
Delete