Showing posts with label gadget. Show all posts
Showing posts with label gadget. Show all posts

Sunday, February 19, 2017

ทุกสิ่งที่คุณอยากรู้เกี่ยวกับหัวใจขณะพัก (Resting Heart Rate - RHR) | 1 comment:


Resting Heart Rate คืออะไร?


มันคือ
อัตราการเต้นของหัวใจ (จำนวนครั้ง/นาที) เมื่อร่างกายอยู่ในขณะพัก 

คำถามคือไอ้ "ขณะพัก" นี่มันคือตอนไหน ?
ตอนนั่งกินคิทแคท หรือตอนแอบงีบยามบ่ายที่โต๊ะทำงาน หรือตอนหลับสนิทกลางดึก?

จากข้อมูลของสมาคมหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (American Heart Association) บอกไว้ชัดเจนว่า "ขณะพัก" หมายถึง ขณะที่เราตื่นและไม่มีการเคลื่อนไหว ดังนั้น 3 อิริยาบถที่ยกตัวอย่างมา ไม่ถือเป็นขณะพักทั้งนั้น ไอ้ที่ถือเป็นขณะพักได้ ก็คือ ยืนนิ่งๆ นั่งนิ่งๆ นอนนิ่งๆ แต่ไม่หลับ


อยากรู้ Resting Heart Rate ไปทำไม?


  • บอกความฟิต (ความแข็งแรงของระบบหัวใจและหลอดเลือด)
ในคนที่ไม่ได้มีความผิดปกติทางหัวใจใดๆ ค่านี้สามารถบอกได้ว่าหัวใจของเราแข็งแรงแค่ไหน โดยถ้าเปรียบเทียบกับคนเพศเดียวกัน อายุเท่ากัน ใครมี RHR น้อยกว่าก็แปลว่าฟิตกว่า ยกตัวอย่าง ผู้หญิงคนหนึ่ง อายุ 41 ปี  มี RHR = 52 จากตารางแปลว่า เธอมีความฟิตในระดับ Athlete หรือนักกีฬากันเลยทีเดียว (จริงเหรอเนี้ย ^ ^")  

บอกความฟิตด้วยหัวใจขณะพัก


  • บอกความพร้อมต่อการฝึกซ้อม
เมื่อเราฝึกตามตารางซ้อมอย่างหนัก และติดต่อกันมากเกินไป จนร่างกายฟื้นฟูตัวเองไม่ทัน สัญญาณหนึ่งที่ร่างกายจะบอกเราคือ RHR จะสูงขึ้นกว่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ ถ้าเราไม่ฟังสัญญาณนี้ แล้วฝืนซ้อมต่อไป สิ่งที่จะเจอคือ ซ้อมได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ เพราะร่างกายอ่อนล้า เสี่ยงต่อการบาดเจ็บเพราะคุมฟอร์มการวิ่งไม่ได้ หัวใจขึ้นเร็ว วิ่งช้าแต่เหนื่อยมาก และที่ร้ายแรงที่สุดคือ เข้าสู่ภาวะโอเวอร์เทรน (Overtrain)

ดังนั้นในช่วงเข้าตารางฝึก ควรตรวจสอบ RHR ของตัวเองทุกวัน เพื่อให้รู้ว่า RHR ปกติของตัวเองอยู่ในช่วงไหน (ในทางปฏิบัติ มันจะไม่เท่ากันเป๊ะทุกวัน แต่จะมีค่าเป็นช่วง เช่น 52-54) ถ้าเกิดมีวันไหน วัดได้สูงกว่าช่วงนี้มาก (เช่นจากที่เคยวัดได้ 52-54 แต่วันนี้วัดได้ 58) ก็เป็นไปได้ว่า ร่างกายอาจมีความผิดปกติบางอย่าง เช่น อ่อนล้าสะสมจากการฝึกซ้อม หรือ กำลังจะป่วย คำแนะนำคือ ให้งดซ้อมไปก่อนจนกว่า RHR จะกลับมาอยู่ในช่วงปกติอีกครั้ง   


  • ใช้สร้างโซนการฝึกซ้อมด้วยสูตร Kravonen
การฝึกซ้อมแบบโซนหัวใจส่วนใหญ่ จะใช้โซนหัวใจที่อ้างอิงกับ หัวใจสูงสุด (Maximun Heart Rate - HRmax) 

ตารางการสร้างโซนหัวใจ

แต่จริงๆ แล้วยังมีโซนหัวใจอีกแบบหนึ่ง ที่แต่ละโซนจะอ้างอิงกับ % ของหัวใจสำรอง (Heart Rate Reserve) สูตรที่ใช้ในการคำนวณเป็นดังนี้

      หัวใจสำรอง = HRmax - RHR
       Target HR = RHR + % หัวใจสำรอง 

จะเห็นว่าต้องใช้ RHR มาเป็นข้อมูลด้วย สูตรนี้มีชื่อว่า Kravonen's Formula สร้างขึ้นมาเพื่อให้สะท้อนศักยภาพที่แท้จริงของแต่ละคน 

เมื่อดูจากกราฟด้านล่างจะเห็นว่า หัวใจเป้าหมายของสูตรนี้ขึ้นกับทั้ง HRmax และ RHR ในขณะที่หัวใจเป้าหมายตามสูตรทั่วไปจะขึ้นกับ HRmax เท่านั้น


กราฟ 3 มิติเปรียบโซน 2 แบบธรรมดากับแบบ Kravonen
หัวใจเป้าหมายสำหรับขอบเขตบนของ zone2 (70%)
ระนาบบน คือ ค่าที่ได้จาก Kravonen's Formula
ระนาบล่าง คือ ค่าที่ได้จากสูตรทั่วไป 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ การสร้างโซนหัวใจแบบ Kravonen

วัด Resting Heart Rate ได้ยังไง?


ก็วัดเหมือนการวัดชีพจรปกติเลยค่ะ ตำแหน่งที่แนะนำให้วัดคือ ข้อมือ ข้อพับ ต้นคอ แต่ประเด็นสำคัญคือ ต้องวัดให้ถูกเวลา เพราะอย่างที่บอกไปแล้วว่า "ขณะพัก" หมายถึง "ขณะที่เราตื่นและไม่มีการเคลื่อนไหว" พบว่าเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับวัด RHR คือหลังตื่นนอน เพราะมีแนวโน้มจะได้ค่าต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับการวัดในขณะพักตอนอื่นๆ จะนอนหรือลุกขึ้นนั่งก็ได้ รอสักพักให้หายตกใจจากเสียงนาฬิกาปลุก (ถ้ามี) แล้ววัดชีพจรเป็นเวลา 1 นาที

แล้วถ้าเผลอลุกไปเข้าห้องน้ำก่อน หรือนึกได้อีกทีตอนเที่ยงแล้วล่ะ? ไม่เป็นไรค่ะ แค่อยู่นิ่งๆ จะนอน นั่ง หรือยืนก็ได้ สัก 2-3 นาที ก็ถือว่าอยู่ในขณะพักได้เช่นกัน แค่ให้แน่ใจว่าขณะวัดชีพจร อุณหภูมิรอบข้างกำลังสบาย จิตใจสงบนิ่ง ก็เพียงพอแล้ว เพราะปัจจัยเหล่านี้มีผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจทั้งสิ้น

ตำแหน่งการวัดชีพจรที่ข้อมือ
การวัดชีพจรที่ข้อมือ Cr. wikihow.com


การวัดหัวใจ 24 ชั่วโมง


ปัจจุบัน นาฬิกาสำหรับนักวิ่งและ activity tracker หลายรุ่น มีที่วัดอัตราการเต้นของหัวใจแบบ optical อยู่ในตัว บางรุ่น จะวัดหัวใจตอนที่เราอยู่ในโหมดออกกำลังกายเท่านั้น แต่บางรุ่น จะแอบวัดหัวใจตลอดเวลาที่เราสวมใส่ เรียกคุณสมบัตินี้ว่า การวัดหัวใจ 24 ชั่วโมง 

แล้วทำไมต้องอยากรู้หัวใจตลอดเวลาด้วยล่ะ ? ประโยชน์ที่เราคิดออกมี 2 อย่าง หนึ่งคือการวัดหัวใจ 24 ชั่วโมงจะทำให้คำนวณค่าการเผาผลาญแคลอรี่ตลอดวันได้แม่นยำขึ้น แต่บอกตามตรง ถึงจะแม่นขึ้นแล้ว แต่งานวิจัยทั้งหลายที่เปรียบเทียบความแม่นยำของค่าการเผาผลาญแคลอรี่ ระหว่าง activity tracker ทั้งหลายกับวิธีมาตรฐาน (metabolic chamber)  ต่างพูดตรงกันว่ามันก็ยังไม่แม่นเป๊ะหรอก แค่บอกแนวโน้มได้เท่านั้น

ประโยชน์อย่างที่สองนี่สิแน่นอนกว่า เพราะถ้าใส่แบบไม่ถอดเลยทั้งวัน คุณสมบัติวัดหัวใจ 24 ชั่วโมงจะทำให้นาฬิกามีโอกาสวัดค่าตรงกับช่วงเวลาที่หัวใจของเราเป็น RHR ได้ เนื่องจากโดยหลักการ นาฬิกาจะวัดหัวใจทุกครั้งที่เรามีอิริยาบถที่จัดว่าเป็น "ขณะพัก" แล้วเอาค่าต่ำที่สุดมาเป็น RHR 

กราฟหัวใจ 24 ชั่วโมง จาก Basis B1
กราฟหัวใจ 24 ชั่วโมง จาก Basis B1 Cr. DC Rainmaker

แล้วค่า RHR จากอุปกรณ์พวกนี้ เชื่อถือได้หรือไม่ ?


ถ้าหลักการเป็นแบบที่อธิบายไป อาจมีคำถามว่า แล้วนาฬิกามันรู้ได้ยังไงว่าตอนไหนเราพัก? เพราะถ้านาฬิกาแค่วัดชีพจรทั้งวัน แล้วเลือกเอาค่าต่ำสุดที่วัดได้ของวันนั้นมาเป็น RHR อาจได้ค่าที่ต่ำกว่าความเป็นจริงเป็น 10 ครั้งต่อนาทีเลยก็ได้ เนื่องจากหัวใจต่ำที่สุดของวัน มักเกิดขึ้นตอนเรานอนหลับ ไม่ใช่ตอนพัก

เบื้องต้นตอบได้อย่างหนึ่งว่า ปัญหาเรื่องเอาหัวใจตอนหลับมาเป็น RHR นั้นไม่ต้องกังวล เพราะอุปกรณ์สวมใส่เหล่านี้ฉลาดพอที่จะแยกได้แล้วว่าตอนไหนเราหลับ ตอนไหนเราตื่น แต่จะแม่นแค่ไหน ผู้ใช้ต้องสังเกตเอาเองจากฟังก์ชั่่น Sleep tracking ที่อุปกรณ์ตัวนั้นๆ ทำได้

ดังนั้นปัญหาจึงลดเหลือแค่ว่า แล้วมันรู้ได้ยังไงว่าตอนที่เราตื่นอยู่นั้น ตอนไหนพัก ตอนไหนไม่พัก...จะตอบคำถามนี้ได้ ต้องดูวิธีคิด (algorithm) ของอุปกรณ์แต่ละยี่ห้อค่ะ

ฟังก์ชั่น Sleep Tracking ของ Garmin Fenix3
ฟังก์ชั่น Sleep Tracking ของ Garmin Fenix3 Cr. Sundried.com
จะเห็นว่านาฬิการู้เองว่าเราหลับกี่โมงตื่นกี่โมง


DC Rainmaker ให้ข้อมูลไว้ว่า activity tracker ยี่ห้อ Fitbit และ Basis จะวัดชีพจรเราอัตโนมัติทุกๆ 1 นาทีตลอดวัน ส่วน Apple Watch จะวัดทุก 10 นาที จะเห็นว่า algorithm แบบนี้ ไม่ได้สนใจเลยว่าตอนไหนเป็นตอนพัก แค่สุ่มให้บ่อยเพียงพอ ยังไงมันต้องมีซักครั้งที่ตรงกับตอนที่เรากำลังพักบ้างแหละน่่า 

ส่วน Garmin จะมองว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่เราไม่เคลื่อนไหว (ตรวจสอบจากเซ็นเซอร์วัดความเร่งในตัวเครื่อง) นั่นคือ "ขณะพัก" แล้วค่อยวัดหัวใจตอนนั้น ไม่ได้สุ่มด้วยระยะห่างคงที่เหมือนแบบแรก เหตุผลที่ต้องใช้ algorithm แบบนี้เพราะต้องการประหยัดแบตเตอรี่ เนื่องจากการวัดหัวใจแต่ละครั้ง นาฬิกาต้องยิงแสงออกมาซึ่งสิ้นเปลืองพลังงานกว่าการทำงานปกติมาก

โดย Garmin แต่ละรุ่นก็จะมีรายละเอียดปลีกย่อยของ algorithm ที่ต่างกันไป (เราไม่รู้ว่าต่างกันยังไง อยากรู้ต้องไปสมัครเป็น R&D ของการ์มิน) เพราะเมื่อดูจากกราฟหัวใจ 24 ชั่วโมงที่ได้ พบว่า Vivosmart HR อาจวัดห่างกันเป็นชั่วโมง ส่วน FR235 และ Fenix3 HR จะวัดถี่กว่านั้น แต่ก็ยังไม่ถี่เท่า Fitbit Basis และ Apple Watch  ดังนั้น ถ้าเทียบความเป็นไปได้ที่จะพบ "ขณะพัก" ก็แน่นอนว่า Fitbit Basis และ Apple Watch มีโอกาสพบมากกว่า

การวัด RHR ด้วย FR235
หน้าจอวิดเจ็ต Heart Rate ที่แสดง RHR ของ Garmin FR235
Cr. wearable.com

อย่างไรก็ตาม หลังจากเลือกค่าหัวใจต่ำสุดที่วัดได้ขณะพักแล้ว บางยี่ห้อก็เอาค่านั้นไปแสดงเป็น RHR เลย แต่จากการดูกราฟพบว่า Fitbit และ Garmin เอาค่าดังกล่าวไปปรับแต่งก่อน แล้วค่อยแสดงเป็น RHR ออกมาอีกค่านึง (เช่นกัน สูตรที่ใช้ในการปรับค่านี้ ไม่มีใครทราบว่าเป็นอย่างไร)

จะเห็นได้ว่า เราไม่อาจแน่ใจได้เลยว่า RHR ที่ได้จากอุปกรณ์สวมใส่เหล่านี้จะถูกต้องหรือไม่ ทางเดียวที่จะรู้คือ วัดด้วยตัวเองเพื่อเปรียบเทียบ โดยจดบันทึกซัก 1 สัปดาห์ การทำแบบนี้มีประโยชน์ เพราะถึงจะพบว่าค่าที่ได้จากอุปกรณ์สวมใส่ไม่ตรงกับความเป็นจริง แต่ก็ทำให้เห็นแนวโน้ม เช่น ถ้าพบว่า RHR ค่าจริงสูงกว่า RHR ที่ได้จากอุปกรณ์สวมใส่อยู่ประมาณ 5 ครั้งต่อนาที ดังนั้น ต่อไปก็ไม่จำเป็นต้องวัดเองแล้ว แค่อ่านจากนาฬิกาแล้วลบออก 5 ก็พอ อย่างนี้เป็นต้น

น่าจะครอบคลุมทุกสิ่งที่เพื่อนๆ อยากรู้เกี่ยวกับ RHR แล้วนะคะ ถ้ายังมีประเด็นที่เรายังไม่ได้พูดถึงก็บอกกันได้ หรือถ้าเรานึกอะไรออก จะมาอีดิทเพิ่มเติมทีหลัง วันนี้แค่นี้ก่อน ยาวเฟื้อยแย้ว 

Saturday, November 5, 2016

การฝึกซ้อมมาเก๊ามาราธอน สัปดาห์ที่ 7 | 2 comments:

สัปดาห์นี้เวลาหลังเลิกงานถูกใช้ไปกับงานใหญ่ที่ต้องทำให้เสร็จ นอกจากจะไม่ได้ซ้อมแล้ว ยังต้องสละเวลานอนไปหลายชั่วโมงด้วย

หลังจากปลดงานทั้งหมดไปได้ในวันศุกร์แล้ว เช้าวันเสาร์เราก็ตื่นตี 3 เพื่อเตรียมตัววิ่ง 13 กม.ตามตาราง ลุกลงจากเตียงจะเดินเข้าครัวไปชงกาแฟ ปรากฎว่า...บ้านหมุนจ้า > < เพิ่งรู้จักนี่แหละว่าเป็นฉันท์ใด มันไม่ได้หมุน 360 องศาแบบที่เคยจินตนาการไว้ แต่หมุนเป็นมุมแหลม กวาดจากตาขวามาตาซ้าย แล้วก็วาร์ปกลับที่ตาขวาเหมือนเดิม นั่งพักก็ไม่หาย เลยกลับไปนอนโลด ไม่ว่งไม่วิ่งมันละ!!

คาดว่าคงใช้สมองมากแต่พักผ่อนน้อยมาหลายวัน และที่สำคัญ...อายุเยอะแล้ว > < เพราะแต่ก่อนก็ใช้ร่างกายหนักแบบนี้บ่อยๆ แต่ไม่เคยเป็นอะไร สรุป สัปดาห์นี้ได้วิ่งวันอาทิตย์วันเดียว ถถถ+

1 กม.ก่อนเข้าเส้นชัยที่วิหารเซียน เขาลูกขวามือคือเขาชีจรรย์


อาทิตย์ MARATHON TRAINING 19.00 KM
TE 4.6 Recovery Time 98 ชั่วโมง Running Performance 42

เป็นโปรแกรมซ้อมที่ต้องการให้เราฝึกวิ่งที่ความเร็วเป้าหมาย ด้วยระยะที่น้อยกว่าวิ่งยาว เพื่อไม่ให้ร่างกายบอบช้ำมากนัก...เพราะเราซ้อมเพื่อวันข้างหน้า ไม่ใช่วันนี้

โปรแกรมกำหนดให้วิ่งที่ 7:01 นาที/กม. ซึ่งเค้าประเมินแล้วว่าน่าจะเป็น marathon pace ของเรา แต่เราไม่คิดแบบนั้นอะแก เพราะเพซนี้เราวิ่งได้ตั้งแต่ที่ river Kwai 35k แล้ว เราเลย modify เองโดยตั้งเป้าหมายควบคุม HR ให้อยู่ที่ 153-160 bpm ต่ำกว่าหรือสูงกว่าเป็นพักๆ ได้ แล้วแต่สถานการณ์ คาดหวังว่าความเร็วเฉลี่ยน่าจะออกมาในช่วง 6:30-6:40 นาที/กม. ...ทำไมต้องเลือก HR ช่วงนี้? เดี๋ยวจะเล่าโดยพิสดารภายหลัง

เราสมัครงานวิ่ง half ที่เขาชีจรรย์นี้ไว้ตั้งแต่เดือนสิงหาแล้ว มาพบหลังเข้าตารางว่าบังเอิญตรงกับโปรแกรมซ้อมความเร็วเป้าหมายพอดี ก็เลยมาใช้สนามแข่งเป็นสนามซ้อมซะเลย ตั้งใจว่าจะคุมหัวใจจนถึงกม. 19 ที่เหลือปล่อยตามใจชอบ

เราชอบซ้อมในสนามแข่งมากๆ มันเพลิน วิ่งแป๊บๆ จบละ เพราะมีเพื่อนร่วมทางให้เกาะเพียบ น้ำท่าก็ไม่ต้องเตรียม เตรียมแค่เจลอย่างเดียวพอ แต่ที่ชอบที่สุดคือเวลาเห็นคนวิ่งเหนื่อยๆ กลับตัวสวนทางมา มันสาแก่ใจ...วันนี้ตูไม่ต้องเหนื่อย ตูรอดแล้ว สู้ๆ นะตะเอง ว่ะฮ่าๆๆๆ 

https://www.endomondo.com/users/862998/workouts/828783313

ผลการซ้อมเป็นอย่างที่ต้องการทุกอย่าง คุมความเหนื่อยในระดับที่วิ่งไปคุยไปได้ตลอดทาง มีขึ้นไปถึง โซน 5 บ้างตอนขึ้นเนินชัน แต่พอลงเนินมาก็ปรับความเหนื่อยลงได้ หัวใจไม่เหิน พอดูนาฬิกาเห็นว่าพ้นกม. 19 แล้วก็ปล่อยไหลเลย ตั้งใจจะสับ 2 กม.สุดท้ายตามสูตร แต่มาได้กิโลเดียว เจอป้าย "กม.19" อ้าว...นี่คือจะแถมใช่มั้ย งั้นผ่อนดีกว่า 555+ ซึ่งก็ดี เพราะได้แวะถ่ายรูปที่เห็นด้านบนด้วย ถ้าผ่านไปคงเสียดายแย่ ^ ^

จบ 21 กม. สภาพแขนขาไม่ล้าแม้แต่น้อย ซึ่งในวันแข่งจริง กูรูกล่าวไว้ว่าควรเหลือเกินครึ่ง (เกินเยอะๆด้วย) ซึ่งเราก็ไม่รู้หรอกว่าสภาพนี้คือ "เหลือเกินครึ่ง" มั้ย รู้แต่ว่ายังสดอยู่ ในส่วนของจิตใจก็ยังไม่ชะเง้อดูระยะแต่อย่างใด  สิ่งเดียวที่น่ากังวลคือ เอ็นร้อยหวายที่ไม่ปกติ...คือไม่ได้เจ็บหรือบวมอะไร แต่รู้สึกได้ว่าสภาพหลังวิ่งไม่เหมือนก่อนวิ่ง...ก็แช่น้ำแข็งรัวๆ สิคะ ^ ^" ยังคงต้องประคบประหงมกันต่อไป

อ่อ Running Performance กลับมาที่ 42 แล้ว แต่ต้องแลกกับ Recovery Time 98 ชั่วโมง!! 4 วันกว่าเลยแกรรร > < นั่นคือ กว่าจะซ้อมได้อีกทีก็พฤหัสเย็นเลย เดี๋ยวเย็นวันพุธดูสภาพร่างอีกที ว่าซ้อมได้มั้ย


การซ้อมตามความเหนื่อย


ก่อนจะเล่าว่าเราเลือกความเร็วเป้าหมาย หรือ HR เป้าหมายสำหรับใช้ในวันแข่งยังไง ขอเล่าถึงหลักการซ้อมของเราก่อน

แกคงเคยซ้อมโดยตั้งเป้าหมายว่า วันนี้ต้องวิ่งให้ได้ความเร็วเฉลี่ยเท่านั้นเท่านี้ หรือ วิ่งให้ได้หัวใจอยู่ในโซนนัั้นโซนนี้ ใช่มั้ย ? สิ่งที่แกต้องทำก็คือ วิ่งไปดูนาฬิกาไป ถ้าเร็วไปก็ผ่อน-ช้าไปก็เร่ง ไม่ว่าจะดู current pace หรือ average pace ก็ตาม หรือถ้าซ้อมตามโซนหัวใจ เห็นหัวใจสูงเกินโซนก็ผ่อน-ต่ำกว่าโซนก็เร่ง...ประมาณนี้ใช่มั้ย



แต่สำหรับเรา ไม่ได้ยึดทั้ง pace และ HR ... สิ่งที่เรายึดคือความเหนื่อย นั่นคือ เราจะตั้งเป้าหมายไว้ว่าการซ้อมครั้งนี้เราจะเหนื่อยอยู่ในช่วงไหน เวลาวิ่งก็สังเกตความเหนื่อยของตัวเองตลอดเวลา (แน่นอน ก็มันไม่มีนาฬิกาบอกค่าความเหนื่อยนี่นา ^ ^) ถ้าเหนื่อยมากไปก็ผ่อน-เหนื่อยน้อยไปก็เร่ง อนุญาตให้เหนื่อยเกินช่วงที่ตั้งใจได้นิดหน่อย

ทำไมเราเลือกที่จะซ้อมแบบนี้? นั่นก็เพราะ ทั้งความเร็วและอัตราการเต้นของหัวใจเป็น output ทางอ้อมของการออกกำลังกายเท่านั้น output ที่แท้จริงคือ "ความเหนื่อย" (ปริมาณการใช้ออกซิเจน) ตะหาก

เราประมวลไอเดียออกมาได้ตาม block diagram ด้านล่าง (อาจไม่สอดคล้องกับหลักการเขียนบล็อกไดอะแกรมในวิชา control engineering เอาเป็นว่าเน้นความเข้าใจเป็นหลักเนาะ) 

คลิกที่รูปเพื่อขยาย

ยกตัวอย่าง สมมุติว่าก่อนหน้านี้เราวิ่งด้วยความหนักระดับ A

ปริมาณออกซิเจนที่ต้องการ/อัตราการเต้นของหัวใจ/กำลังที่ใช้/ความเร็ว ที่เกิดขึ้นตอนนั้นก็ต้องอยู่ที่ระดับ A เช่นกัน (วิ่งหนักโคตรๆ ก็ต้องการออกซิเจนเยอะโคตรๆ HR สูงโคตรๆ ใช้กำลังเยอะโคตรๆ วิ่งได้เร็วโคตรๆ)

แต่จากรูปจะเห็นว่า ที่ความฟิตและความแข็งแรงเท่าเดิม วิ่งด้วยความหนักระดับ A เท่าเดิม แต่อยู่มาวันหนึ่ง HR อาจไม่ได้อยู๋ในระดับ A แล้วก็ได้ เพราะ วิ่งกลางแดด ร้อนมาก เมื่อคืนนอนไม่พอ กำลังเป็นหวัด ฯลฯ และอยู่มาอีกวันหนึ่ง ความเร็วอาจไม่อยู่ในระดับ A แล้วก็ได้ เพราะวิ่งขึ้นเขา วิ่งบนทราย วิ่งต้านลม ฯลฯ

ในทางกลับกันจะเห็นได้ว่า ถ้าวิ่งด้วยความหนักระดับ A จะมีปริมาณ 2 อย่างคือ ออกซิเจนที่ต้องการ และ กำลังที่ใช้ เท่านั้นที่จะอยู่ในระดับ A เสมอไม่ว่าจะร้อนหรือหนาว ขึ้นเขาหรือลงห้วย

Stryd Power Meter สำหรับนักวิ่ง
Stryd Power Meter สำหรับนักวิ่ง


การวัดกำลังที่ใช้ ทำได้โดย power meter ที่ออกแบบมาสำหรับนักวิ่ง ซึ่งตอนนี้มีขายแล้ว เราก็ซื้อมาอันนึง แต่ยังไม่มีเวลาศึกษาจริงจังเลยว่ามันแม่นแค่ไหน เลยยังไม่เอามันมาใช้ในการซ้อม ขอข้ามไปก่อน (แต่บอกได้เลยว่า ถ้าแม่น มันจะปฏิวัติการฝึกซ้อมไปเลย จากที่ซ้อมตามโซนหัวใจ จะเปลี่ยนมาซ้อมตามโซน power ทั้งหมดแน่นอน)

ส่วนการวัดปริมาณออกซิเจนที่ต้องการ ก็ใช้วิธีครอบหน้ากากแล้ววิเคราะห์อากาศที่หายใจออกมา แบบตอนที่เราไปทดสอบ VO2max นั่นแหละ ในการซ้อมปกติเราจึงวัดค่านี้โดยตรงไม่ได้ สิ่งที่เราทำได้คือ สังเกตความเหนื่อย เพราะถ้าต้องการออกซิเจนมาก ก็ต้องหายใจแรงขึ้น หอบมากขึ้น เหนื่อยมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

ถามว่าอ้าว แล้วที่ตอนต้นบอกว่าคุม HR ล่ะ ? แปลว่าอะไร แล้วจะเลือกความเหนื่อยยังไง และ ถ้าไม่มีเครื่องมือวัดความเหนื่อยเป็นกิจลักษณะ จะแน่ใจได้ยังไงว่าความรู้สึกของเรามันถูกต้อง ... เอาไว้ตอนหน้าแล้วกันนะแก ^ ^ เหนื่อยแย้ว

Weekly Mileage 24.74 กม. 

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง
การฝึกซ้อมมาเก๊ามาราธอน สัปดาห์ที่ 6

Friday, July 1, 2016

วิ่งทันโลก 34: ทุกสิ่งที่คุณอยากรู้เกี่ยวกับ Pedometer | 2 comments:

คอลัมน์วิ่งทันโลก
Thai Jogging Magazine ฉบับประจำเดือนมิถุนายน 2559
โดย oorrunningblog


Pedometer หรือที่เรียกง่ายๆ ว่าเครื่องนับก้าว เป็นอุปกรณ์ที่มีมานานแล้ว แต่ในเมืองไทยเพิ่งจะแพร่หลายเมื่อไม่นานมานี้ พร้อมกระแสรณรงค์ให้เดินวัน 10,000 ก้าวเพื่อสุขภาพดี เชื่อว่าเพื่อนนักวิ่งส่วนใหญ่คงรู้จักแล้ว แต่ไม่ได้ใช้เอง ออกแนวซื้อให้พ่อแม่พี่น้องใช้มากกว่า สำหรับใครที่ยังไม่รู้จัก หรือรู้จักแต่ยังไม่แน่ใจบางอย่าง วันนี้วิ่งทันโลกจะเล่าให้ฟังแบบหมดไส้หมดพุงเลยค่ะ

ทุกสิ่งที่คุณอยากรู้เกี่ยวกับ Pedometer

Friday, May 6, 2016

วิ่งทันโลก 32: แผนพัฒนาความฟิตสำหรับนักวิ่งไฮเทค | 6 comments:

คอลัมน์วิ่งทันโลก
Thai Jogging Magazine ฉบับประจำเดือนเมษายน 2559
โดย oorrunningblog



หน้าจอหลักที่ตั้งให้แสดง Training Effect ด้วย


เป็นเหมือนกันหรือเปล่าคะ ซื้อนาฬิกา GPS ที่บอกค่าต่างๆ ได้มากมาย แต่ใช้ศักยภาพของมันไม่ถึงครึ่ง เพราะไม่รู้ว่าค่าเหล่านั้นเอาไปทำอะไรได้ วิ่งทันโลกฉบับนี้ขอเอาใจนักวิ่งที่มีนาฬิกาไฮเทค และไม่ได้มีตารางซ้อมจากโค้ชเป็นกิจจะลักษณะ เพียงแค่อยากวิ่งเพื่อสุขภาพและพัฒนาความฟิตอย่างเป็นระบบเท่านั้น หรือสำหรับคนที่อยากเข้าตารางซ้อม จากประสบการณ์ เราคิดว่าก็ควรมีต้นทุนความฟิตในระดับหนึ่งเตรียมไว้ก่อนอยู่ดี เพราะจะทำให้ฝึกซ้อมตามตารางได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บด้วย 

ก่อนจะไปดูแผนกัน มี 2 ค่าในนาฬิกาที่เราต้องทำความรู้จัก นั่นคือ EPOC และ TE (Training Effect) ซึ่งพวกเราที่ใช้นาฬิกา Garmin และ Suunto คงเคยเห็นกันมาแล้ว แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร


Friday, February 5, 2016

วิ่งทันโลก 30: Wearable Devices สวมใส่อะไรอีกดีหนอนักวิ่ง ? | No comments:

คอลัมน์วิ่งทันโลก
Thai Jogging Magazine ฉบับประจำเดือนมกราคม 2559
โดย oorrunningblog

เชื่อว่าถึงวันนี้นักวิ่งทุกคนคงรู้จัก wearable devices – อุปกรณ์ไฮเทคชนิดสวมใส่ได้ กันแล้วนะคะ และหลายคนคงมีไว้ในครอบครองแล้วด้วย ซึ่งสำหรับนักวิ่งไอเท็มสุดฮิตก็หนีไม่พ้น เครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจและนาฬิกา GPS ...ถามว่าของพวกนี้จำเป็นมั้ย? บอกได้เลยค่ะว่าไม่จำเป็น ถึงไม่มีก็วิ่งเก่งได้ แต่สำหรับคนที่ชอบเทคโนโลยี อุปกรณ์พวกนี้ช่วยเพิ่มความน่าสนใจและความสนุกให้กีฬาที่เรียบง่ายอย่างการวิ่งได้จริงๆ

ในฐานะที่ผู้เขียนก็เป็นหนึ่งในคนรักเทคโนโลยี วิ่งทันโลกฉบับปีใหม่นี้จึงขอนำเสนอ wearable device อื่นๆ ที่คิดว่านักวิ่งบ้าอุปกรณ์น่าจะสนใจ เลือกมาเฉพาะที่วางตลาดเรียบร้อยแล้วไม่ใช่เป็นแค่โปรเจคระดมทุน สำหรับคนยังไม่รู้จะเอาโบนัสไปทำอะไร ก็ตามไปสอยได้เลยค่ะ

Atlas สำหรับนักวิ่งสายเวทฯ


Atlas สำหรับนักวิ่งสายเวทฯ

Friday, November 6, 2015

วิ่งทันโลก 27: HRV กับนักวิ่ง | No comments:

คอลัมน์วิ่งทันโลก

Thai Jogging Magazine ฉบับประจำเดือนตุลาคม 2558
โดย oorrunningblog


แวบแรกที่อ่านหัวเรื่อง เชื่อว่านักวิ่งร้อยละ 99 ต้องงงแน่นอน HRV นี่มันอะไรเหรอ? หมายถึง HIV หรือเปล่า? ...ไม่ค่ะ แล้วก็ไม่ใช่ Heart Rate Monitor - HRM ด้วย เกริ่นไว้ตรงนี้ก่อนว่า มันคือค่าที่ในอนาคต จะถูกใช้อย่างแพร่หลายขึ้นเรื่อยๆ ในวงการกีฬา ดังนั้นวิ่งทันโลกจึงขอเอามาเล่าให้ฟังก่อนใคร อ่านไว้ทันสมัยแน่นอน

HRV กับนักวิ่ง


Friday, October 2, 2015

คู่มือภาษาไทยนาฬิกา GPS Garmin Forerunner | 10 comments:

คู่มือภาษาไทย นาฬิกา GPS สำหรับนักวิ่ง Garmin 

รุ่น Forerunner 220






คู่มือภาษาไทย นาฬิกา GPS สำหรับนักวิ่ง Garmin 

รุ่น Forerunner 225





Friday, September 4, 2015

วิ่งทันโลก 26: การฟื้นสภาพนั้นสำคัญไฉน | 7 comments:

คอลัมน์วิ่งทันโลก
Thai Jogging Magazine ฉบับประจำเดือนสิงหาคม 2558
โดย oorrunningblog



เพื่อนนักวิ่งที่เข้าวงการใหม่ๆ คงเคยได้ยินคำเตือนจากรุ่นพี่ว่าห้ามวิ่งติดกันทุกวัน อย่างน้อยใน 1 สัปดาห์ต้องมีวันพักบ้างสักวันก็ยังดี หรือ ไม่ควรวิ่งหนักติดกัน 2 วัน ถ้าวันนี้ลงคอร์ตหรือวิ่งยาว วันพรุ่งนี้ต้องวิ่งสบายๆ เหตุผลเบื้องหลังของคำเตือนเหล่านี้ก็คือ ต้องการให้ร่างกายเกิดการฟื้นสภาพนั่นเอง

ถามว่า แล้วถ้าร่างกายเราไหวล่ะ เราจะวิ่งทุกวันได้มั้ยจะได้ผอมเร็วๆ หรือเราจะซ้อมโหดๆติดกันไปเลย ได้มั้ยจะได้เก่งเร็วๆ คำตอบคือ ไอ้ที่คิดว่า “ร่างกายไหว” น่ะ มันไหวจริงมั้ย แล้วจะไหวไปอีกนานแค่ไหน 

ในช่วงแรกๆ ร่างกายอาจฟื้นสภาพ (Recovery) ได้ทันเพราะต้นทุนที่มีอยู่คือกล้ามเนื้อที่สดใหม่ แต่เมื่อเราใช้งานมันแบบไม่ให้พักผ่อน กล้ามเนื้อจะเริ่มอ่อนแอลงเรื่อยๆ เวลาที่ต้องใช้ในการฟื้นสภาพก็จะนานขึ้น จาก 1 วันเป็น 2 หรือ 3 วัน ถ้าเรายังดึงดันใช้งานก่อนที่มันจะฟื้นสภาพเสร็จ ก็เปรียบเสมือนโดดบันจี้จั๊มป์ด้วยเชือกเปื่อยๆ นั่นเอง... หายนะรออยู่ข้างหน้าแล้ว... แทนที่จะได้ผอมทันใจหรือเก่งทันใจ ก็ต้องหยุดวิ่งไปเป็นเดือนเพราะบาดเจ็บในที่สุด

การฟื้นสภาพไม่ได้สำคัญต่อกล้ามเนื้อเท่านั้น ยังสำคัญกับความฟิตอีกด้วย สำหรับเพื่อนนักวิ่งที่ฝึกซ้อมเพื่อเป้าหมายเรื่องเวลาหรือสมรรถภาพทางกีฬา เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้มีประโยชน์อย่างยิ่ง 


การฝึกซ้อมทำให้เราพัฒนาความฟิตได้อย่างไร
คลิกที่รูปเพื่อขยาย ดัดแปลงจาก runneracademy

Monday, June 29, 2015

รีวิวนาฬิกา Wellograph | 4 comments:



Cr. wellograph.com


รีวิวนี้ไม่เน้นรูปถ่ายนะคะ อยากดูรูปนาฬิกาในทุกแง่มุม ดูได้จากรีวิวอื่นโดย search ด้วยคำว่า “Wellograph รีวิว” มีในอินเตอร์เน็ตเพียบค่ะ “แกะกล่อง” ก็ไม่มี เพราะไม่รู้จะให้ดูของอื่นในกล่องไปทำไม

รีวิวนี้จะเน้นไปที่การใช้งาน โดยจะลงรายละเอียดว่า activity tracker ในรูปแบบนาฬิกาตัวนี้ทำอะไรได้บ้าง พร้อมทั้งให้ความรู้เพิ่มเติมที่เกี่ยวข้อง แบบที่คุณจะไม่เจอในรีวิวอื่นๆ และปิดท้ายด้วยความเห็นส่วนตัวจากการได้ทดลองใช้ประมาณ 3 สัปดาห์ มาดูกันเลยดีกว่าค่ะ

Friday, February 6, 2015

วิ่งทันโลก 19: 3 หลุมพรางของนาฬิกา GPS | 2 comments:

คอลัมน์วิ่งทันโลก
Thai Jogging Magazine ฉบับประจำเดือนมกราคม 2558
โดย oorrunningblog


เชื่อว่านักวิ่งที่เข้าสู่วงการในช่วง 3 ปีหลังมานี้ เกินครึ่งน่าจะมีอุปกรณ์วัดระยะทางและความเร็วในการวิ่ง ไม่ว่าจะเป็นนาฬิกา GPS หรือแอพลิเคชันในสมาร์ทโฟน

อุปกรณ์นี้มีประโยชน์มากมาย สำหรับผู้เขียน รักนาฬิกา GPS ตรงที่มันช่วยบันทึกระยะทางและรูปแบบการฝึกซ้อม แล้วประมวลผลเป็นสถิติในด้านต่างๆ ที่สามารถเรียกดูทางอินเตอร์เน็ตได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องหาสมุดจด ไม่ต้องทำฐานข้อมูลเอง นอกจากนี้ยังทำให้การฝึกซ้อมแบบอินเทอร์วาลสะดวกขึ้นอีกด้วย เพราะสามารถวิ่งที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องวิ่งในสนาม 400 เมตรเพื่อใช้เป็นระยะอ้างอิง

อย่างไรก็ตาม เราควรใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทัน มิฉะนั้นอาจจะตกหลุมพรางทั้ง 3 ประการ ของนาฬิกา GPS ดังต่อไปนี้ได้

ใช้เทคโนโลยีอย่างรู้เท่าทัน

Friday, August 29, 2014

Heart Rate Monitor สำหรับนักวิ่ง | 2 comments:

ที่วัดอัตราการเต้นของหัวใจ หรือที่มักเรียกกันสั้นๆ ว่า Heart Rate Monitor (HRM) ที่ใช้กันในหมู่นักวิ่ง ปัจจุบันมีทั้งหมด 3 แบบ เรียงตามราคาจากน้อยไปมากคือ
  • แบบนิ้วแตะ
  • แบบคาดอก
  • แบบวัดด้วยแสง
แต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป 

1) แบบนิ้วแตะ

โดยทั่วไปมีลักษณะเป็นแถบโลหะอยู่บริเวณขอบหน้าปัดนาฬิกา เวลาอยากรู้อัตราการเต้นของหัวใจ ก็เอานิ้วแตะไปที่แถบโลหะดังกล่าว ด้านบนและล่างของหน้าปัดด้านละนิ้วพร้อมกัน ค่า HR ก็จะแสดงขึ้นมาบนหน้าจอนาฬิกา เป็นครั้งคราวไป

ข้อดี: ไม่ต้องมีสายคาดอก ใช้นาฬิกาเรือนเดียวจบ ดูเวลาก็ได้ วัดหัวใจก็ได้

ข้อเสีย: ไม่สะดวกถ้าใช้ขณะวิ่งหรือปั่นจักรยาน เพราะต้องแตะและรออีกหลายวินาที กว่าอุปกรณ์จะอ่านค่าได้ และบางทีแตะแล้วก็ไม่ยอมอ่านค่าซะงั้น

ช่วงที่เราเข้าวงการวิ่งถนนใหม่ๆ ก็ใช้นาฬิกาประเภทนี้ค่ะ จำยี่ห้อไม่ได้เพราะมันนานมากแล้ว แต่ยังมีรูปไว้เป็นอนุสรณ์ ดูได้จากโพสต์ งานวิ่งครั้งแรกในชีวิต กรุงเทพมาราธอน 2010 ส่วนรูปข้างล่างนี้เป็นตัวอย่างเฉยๆ จริงๆ แล้วมีแบบที่ราคาถูกกว่านี้มาก ในระดับไม่เกิน 1,000 บาท

Timex Health Touch™ Plus Heart Rate

Thursday, June 19, 2014

ทดสอบความฟิตด้วย recovery heart rate | 3 comments:

ใครที่ใช้นาฬิกา GARMIN Forerunner บางรุ่น (เท่าที่รู้คือ FR610, FR310XT, FR910XT, FR220, FR235, Fenix) ถ้าวันดีคืนดีเกิดใช้งานร่วมกับ Heart Rate Monitor เมื่อวิ่งเสร็จแล้วกดหยุด แต่ลืมกด save คุณอาจสังเกตเห็นว่า เมื่อเวลาผ่านไปสักครู่ จะมีข้อความขึ้นที่หน้าปัดนาฬิกา ดังรูป

2-minute Heart Rate Recovery จากนาฬิกา Garmin
2-minute Heart Rate Recovery จากนาฬิกา Garmin Forerunner 220
หลังจาก workout http://www.endomondo.com/workouts/359163931/862998

สงสัยกันหรือเปล่าคะว่ามันคืออะไร ? วันนี้เราหาคำตอบมาให้ค่ะ

Saturday, June 14, 2014

วิธีปรับความชันของ treadmill เพื่อซ้อมวิ่งขึ้นเขา | 5 comments:

นักวิ่งที่อยู่ในเมือง บางครั้งจะเกิดอาการหนักใจเมื่อรู้ว่างานวิ่งที่กำลังจะมาถึง มีภูมิประเทศเป็นเขา เนิน หรือแม้แต่ขึ้นสะพานยาวๆ ครั้นจะซ้อมจำลองสถานการณ์จริงไปก่อน ก็ไม่รู้จะหาเนินที่ไหนมาซ้อม จะวิ่งขึ้นสะพานก็กลัวรถสอย วันนี้เรามี solution นึงมานำเสนอสำหรับนักวิ่งนครบาลอย่างเราๆ ท่านๆ นั่นก็คือ การฝึกซ้อมบนลู่วิ่งไฟฟ้า หรือที่เรียกทับศัพท์กันว่า treadmill นั่นเอง

ตัวเลข % ที่เห็นบนแผงควบคุมหมายถึงอะไร


ตามปกติแล้ว treadmill เครื่องใหญ่ๆ ตามฟิตเนส นอกจากปรับความเร็วและตั้งโปรแกรมต่างๆได้แล้ว ยังสามารถปรับความชันได้อีกด้วย เราอาจจะเห็นว่าแต่ละเครื่องมีชื่อเรียกเรียกปุ่มปรับความชันแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น grade/ incline/ ascend/ elevate แต่ไม่ว่าจะเรียกอย่างไร ถ้าตัวเลขที่แสดง มีหน่วยเป็น % มันจะหมายถึง "%gradient" เสมอ

ปุ่มปรับความชันของลู่วิ่งสายพาน
แผงควบคุมของลู่วิ่งไฟฟ้า ชนิดที่สามารถปรับความชันได้

Tuesday, May 13, 2014

รีวิวนาฬิกา GPS สำหรับนักวิ่ง GARMIN FORERUNNER 220 | 2 comments:

ขอนำรีวิว Garmin FR220 ที่เราเคยเขียนไว้ในเพจ เรื่องวิ่งเรื่องกล้วย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2557 มาลงใน blog อีกที เพื่อรวบรวมให้เป็นที่เป็นทางนะคะ ถ้าอ่านรีวิวนี้จบแล้วมีข้อสงสัยอะไร ก็ลองคลิกเข้าไปอ่านคำถามที่คอมเมนต์ดู เผื่อว่าจะมีคนสงสัยเหมือนกัน หรือจะสอบถามเพิ่มเติมเข้ามาทางเพจหรือใน blog นี้ก็ได้ จะพยายามหาคำตอบมาให้ค่ะ ^ ^

นาฬิกา GPS สำหรับนักวิ่ง GARMIN FORERUNNER 220
Cr: prweb.com

Wednesday, May 7, 2014

วิ่งทันโลก 11: เทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยสำหรับนักวิ่ง | No comments:

คอลัมน์วิ่งทันโลก
Thai Jogging Magazine ฉบับประจำเดือนมีนาคม 2557
โดย oorrunningblog


อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยในการวิ่ง
Cr: Timesunion.com

ฉันรักเทคโนโลยี แม้หนังฮอลีวูดจะชอบฉายภาพโลกอนาคตที่เสื่อมโทรมลงทั้งในด้านกายภาพและจิตสำนึกของผู้อยู่อาศัย แล้วมอบหมายให้เจ้าเทคโนโลยีเป็นตัวโกง แต่ฉันเชื่อเสมอว่ามนุษย์มีปัญญาญาณสูงพอที่จะช่วยกันตรวจสอบ เหนี่ยวรั้ง เพื่อไม่ให้สิ่งที่สร้างจากน้ำมือของเราย้อนกลับมาทำร้ายเราเอง หรือหากแม้ได้พลั้งเผลอใช้เทคโนโลยีจนเป็นโทษแก่ตน สุดท้ายมนุษย์ก็จะเกิดการเรียนรู้และหาทางแก้ไขร่วมกัน

ด้วยเหตุนี้นักวิ่งอย่างฉันจึงไม่เคยปฏิเสธเทคโนโลยี ฉันพูดเสมอว่านักวิ่งไม่จำเป็นต้อง “เพื่อชีวิต” ที่จำกัดเครื่องแบบไว้เพียงเสื้อกล้ามกับกางเกงขาสั้น วิ่งเงียบๆเพื่อฟังเสียงหัวใจตัวเองและนกร้องยามเช้า ใส่รองเท้าวิ่งแค่เพื่อกันไม่ให้หินตำเท้าหรือมิเช่นนั้นก็วิ่งเท้าเปล่าเสียเลย และใส่นาฬิกาตลาดนัดเรือนละ 199 เพียงเพื่อดูเวลาเท่านั้น ...เราทุกคนมีทางเลือกตามใจปรารถนา

วิ่งทันโลกฉบับนี้ขอนำเสนอเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับวิถีแห่งความปลอดภัย ที่พวกเรานักวิ่งถือปฏิบัติกันทั่วไปอยู่แล้ว ลองมาดูกันเลยค่ะว่ามีอะไรให้เลือกสรรบ้าง อ่านจบแล้วจะเป็นมินิมอลลิสม์วิ่งตัวเบาๆ แบบเดิม หรือแมกซิมอลลิสม์โปะแกดเจ็ตเต็มตัวก็แล้วแต่แม่จำเนียรเถิดเอย ^ ^

Thursday, March 27, 2014

วิธีใช้ Tag ใน Endomondo | 2 comments:

ฟีเจอร์นี้ Endomondo เปิดให้สมาชิก premium ใช้มานานแล้ว แต่มีบางคนอาจยังไม่เคยใช้ เพราะไม่รู้ว่ามันมีประโยชน์อะไร วันนี้เราจะมาอธิบายและสาธิตให้ดูค่ะ


Tag คืออะไร

คือรายละเอียดปลีกย่อย ที่เราต้องการบันทึกใน workout ครั้งนั้นๆ เช่น
  • ยี่ห้อและรุ่นรองเท้าที่ใส่ กรณีมีรองเท้าหลายคู่
  • อัตราการเต้นของหัวใจขณะพัก หลังจากตื่นนอน
  • ซ้อมแบบไหน เช่น วิ่งสบายๆ, วิ่งยาว, Tempo, Interval หรือสำหรับบางคน(เช่นเรา) ก็จะมี Barefoot เพิ่มมาด้วย
  • รู้สึกเป็นยังไง เช่นสดชื่น หมดแรง เจ็บตรงนู้นตรงนี้ (ระบุจุดเจ็บ) หรืออาจให้คะแนนสภาพของตัวเองจาก 1-10 อะไรทำนองนี้ก็ได้
  • วิ่งที่ไหน พื้นถนนเป็นยังไง อุณหภูมิเท่าไหร่ 
  • วิ่งกับใคร ^ ^ 
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ควรจดบันทึกร่วมกับผลการฝึกซ้อมทั้งนั้น ให้เลือกใส่ตามความสนใจของเรา อ่านเพิ่มเติมได้จาก Running Log Power

Thursday, December 26, 2013

9 ไอเท็มปริศนาของคนไม่วิ่ง (ภาคจบ) | No comments:

มาต่อกันที่ไอเท็มปริศนาชิ้นที่ 6-9 กันเลยค่ะ ขอ recap รูปเดิมมาลงก่อน จะได้ไม่ต้องย้อนไปเปิด (ชิ้นที่ 1-5 ได้เฉลยไปแล้ว ที่โพสต์ก่อนหน้านี้)



6) พลาสเตอร์ปิดหัวนม (Nip Guard)
ถ้าไม่ได้อยู่ในวงการ ท่านจะไม่รู้เลยว่านี่คือปัญหาหนักอกของนักวิ่งชาย (เพราะนักวิ่งหญิงส่วนมาก...น่าจะทั้งหมดแหละนะ...ใส่บราวิ่ง...เป็นปราการอีกชั้นอยู่แล้ว) นั่นคือ เมื่อวิ่งเป็นเวลานานๆ เสื้อจะเสียดสีหัวนมจนเลือดออก!! หลังแข่งแทบไม่อยากให้นมโดนน้ำกันเลยทีเดียว เพราะมันจะแสบมวากกก (ฟังเค้าเล่ามาอีกนะคะ ^ ^)

คลิกที่รูปเพื่อขยาย Cr: FB เรื่องวิ่งเรื่องกล้วย


วิธีป้องกัน ก็ตามที่สไลด์เรื่องวิ่งเรื่องกล้วยบอกไว้เลยค่ะ นั่นคือ ใช้เสื้อที่เนื้อผ้านุ่มนวล (ทางที่ดีลองใส่ซ้อมวิ่งไกลๆดูก่อน ถ้าเห็นว่ามีแววจะบาดนม วันแข่งจะได้ไม่ต้องเอามาใส่) ทาวาสลีนในจุดที่มีการเสียดสี และถ้าจะให้ชัวร์...ก็เอาพลาสเตอร์ปิดหัวนมไว้โลด ฝรั่งทำมาขายเป็นกิจลักษณะ ลองเข้าไปดูได้ที่ runguards.com ค่ะ

ขอขอบคุณพี่ปู กัญ คูสุวรรณที่ให้ไอเดียสำหรับไอเท็มนี้แก่น้องมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ _/|\_

7) ไฟกะพริบติดตัว
นักวิ่งบางคนซ้อมตอนเช้ามืด บางคนซ้อมตอนค่ำหรือดึก ถ้าวิ่งในสนามกีฬาก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าวิ่งตามถนนร่วมกับรถยนต์ บางครั้งก็น่าเป็นห่วงว่ารถจะมาเหมาเข่ง-สุดซอยไปรับประทาน เพราะไฟถนนมืดเต็มที ครั้นจะแขวนแผ่นซีดีไว้ที่ก้น เพื่อสะท้อนแสงไฟ ก็คงกระดอนตีก้นไปมาน่ารำคาญ 




ไฟกะพริบติดตัวจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด อันที่เห็นในรูปที่ 7 เป็นไฟกะพริบ LED เวลาจะใช้ก็เอามาเหน็บกับขอบกางเกง ขอบเสื้อ ขอบหมวก ตามอัธยาศัย น้ำหนักเบาและกันน้ำ วิ่งตากฝนได้ เปลี่ยนถ่านได้ ไม่รู้มีขายเมืองไทยหรือเปล่า เพราะเราซื้อมาจากงาน expo ตอนไปวิ่งที่สิงคโปร์มาราธอนค่ะ สนใจเข้าไปดูได้ที่ nathansports.com

8) อาหารให้พลังงานระหว่างวิ่ง
หรือทีเรียกกันทั่วไปว่า เพาเวอร์เจล หรือ กูเจล อย่าเข้าใจผิดว่านักวิ่งใช้ภาษาพ่อขุนนะคะ เพราะ GU คือชื่อยี่ห้อของอาหารให้พลังงานยอดนิยมนั่นเอง

ในการวิ่งระยะไกล นักวิ่งมักต้องเติมเกลือแร่และพลังงานระหว่างทาง จะเห็นว่าในงานวิ่งระยะฮาล์ฟมาราธอนขึ้นไป เมื่อถึงกม.ที่ 10 จะมีโต๊ะเพิ่มขึ้นจากปกติ เพื่อแจกน้ำเกลือแร่ แตงโม กล้วยหอม นักวิ่งบางคน ที่ไม่ถนัดจะกินอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันขนาดนั้น ก็จะพกกูเจลมากินเอง เพราะมันมีลักษณะเหมือนแป้งเปียก ฉีกซองแล้วรูดปรื๊ด กลืนลงคอไปเลย ไม่ต้องเคี้ยว ไม่หนักท้อง (แต่ต้องดื่มน้ำตามด้วยนะคะ ไม่งั้นติดคอและหวานแสบคอ)


ส่วนกินแล้วจะช่วยให้วิ่งได้ดี มีแรงมากขึ้นมั้ย อันนี้ต้องลองเอง เพราะโค้ชของเราซึ่งเป็นอดีตนักวิ่งมาราธอนทีมชาติ ก็ไม่กินค่ะ ดื่มแต่น้ำเกลือแร่เท่านั้น

9) ที่รัดใต้เข่า (Patella Band)
 ทำหน้าที่รัดเอ็นใต้หัวเข่า หรือ Patella Tendon เส้นเอ็นที่ยึดอยู่ระหว่างสะบ้ากับกระดูกหน้าแข้ง ซึ่งถ้าถูกใช้งานหนักเกินไป เช่นวิ่งเยอะเกินไป อาจเกิดการบวมหรือฉีกขาดเป็นบางส่วน หรือที่เรียกอาการนี้ว่า Patella Tendonitis


 ตามข้อมูลที่ได้จากเว็บขายที่รัดใต้เข่า การใช้อุปกรณ์นี้ จะช่วยลดแรงกดที่กระทำต่อกระดูกหน้าแข้ง ทำให้ช่วยได้ทั้งป้องกันและรักษาอาการเส้นเอ็นบวมหรือฉีกขาดดังกล่าว...อ่านแล้วก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ ว่ามันเกี่ยวกันยังไง ใครมีข้อมูลรบกวนแนะนำด้วยนะคะ

อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามคนที่ใช้ ก็บอกตรงกันว่าช่วยได้จริงๆ บางคนบอกว่าทำให้วิ่งเร็วขึ้นอีกด้วย อันนี้อยากรู้ก็ต้องลองเองนะคะ เราเองก็ไม่เคยลองเหมือนกัน ^ ^"


อ่านเรื่องที่รัดใต้เข่าเพิ่มเติมได้ ที่นี่
=============================================

พอแชร์ blog นี้ไปแล้ว เราได้ลองไปส่องดูว่าเพื่อนที่ไม่ใช่นักวิ่งตอบว่าอะไรกันบ้าง ก็พบคำตอบน่ารักๆ หลายอย่างเลยค่ะ เช่น

ทายว่า หนังยางเช็คพ้อยท์ เป็นฝ้ายผูกแขน เพื่อการบายศรีสู่ขวัญนักวิ่ง (อืม..ก็เข้าท่าดีเนาะ ^ ^)
ทายว่า footpod เป็นเข็มทิศเอาไว้กันหลงออกจากเส้นทาง (ท่าทางจะวิ่งช้ามากกกก ขนาดมองไม่เห็นใครในระยะสุดสายตาเลยทีเดียว)
ทายว่า ที่แปะหัวนม เป็นยาไว้อมใต้ลิ้น เวลาวิ่งแล้วเกิดอาการชัก (วิ่งมันโหดขนาดนั้นเทียวรึ)

แล้วคุณล่ะคะ เอาไปถามเพื่อนแล้วได้คำตอบมันๆ อะไรกันบ้าง เล่าสู่กันฟังมั่งเน้อ ^___^


Wednesday, December 25, 2013

9 ไอเท็มปริศนาของคนไม่วิ่ง (ภาคต้น) | 6 comments:

โพสต์นี้ทำขึ้นเพื่อรวบรวมไอเท็มต่างๆ ที่นักวิ่งรู้จัก แต่คนนอกวงการอาจมองแล้วเกาหัวแกรกๆว่า...มันคืออะไรแว้ ?? นักวิ่งท่านใดผ่านมาอ่านเจอ แล้วมีไอเท็มประมาณนี้จะแนะนำ รบกวนฝากความเห็นไว้ข้างล่างได้เลยจักขอบคุณยิ่งค่ะ

จะให้ดูโจทย์ทั้ง 9 ภาพก่อน แล้วค่อยเฉลยรวบยอด
ใครไม่ได้เป็นนักวิ่ง หรือเป็นนักวิ่งหน้าใหม่ถอดด้าม ลองทายดูนะคะ ว่าไอเท็มเหล่านี้เอาไว้ใช้ทำอะไร ^ ^


Thursday, November 21, 2013

ความแตกต่างระหว่าง Nike+ sensor กับ Garmin Footpod (1) | 8 comments:

บทความนี้ข้าพเจ้าภูมิใจนำเสนอมาก เพราะทอดตาทั่วแผ่นดิน ยังไม่เห็นฝรั่งเขียนเลยสักคน (หรือเราอาจหาไม่เจอเองก็ได้ 555+) และต้องใช้วิทยายุทธในการขุดคุ้ยพอสมควร จริงๆมีข้อมูลในแง่เทคนิคอีกเยอะ แต่ขอเอามาเล่าให้คนทั่วไปอ่านแค่นี้ ใครสนใจแบบเจาะลึกก็ลองเข้าไปดูตามลิงค์ใน Reference ที่ให้ไว้นะคะ

nike+ sensor VS Garmin Footpod

Wednesday, August 14, 2013

ชวนเพื่อนนักวิ่งและนักปั่นมาร่วมสร้าง ROUTE ใน Endomondo กันเถอะค่ะ | No comments:

เคยได้กล่าวถึงการใช้งาน Route ที่นักวิ่ง(หรือนักปั่น)เจ้าถิ่นผู้ใจดีได้สร้างเอาไว้ในโพสต์ วิธีค้นหาเส้นทางวิ่งด้วยฟีเจอร์ ROUTES ของ Endomondo ไปแล้ว คราวนี้จะมาเชิญชวนเพื่อนนักวิ่งและนักปั่นที่ใช้ endomondo ให้ช่วยกันสร้าง route เพื่อ "Pay it forward" ส่งต่อความใจดีเหล่านี้ให้คนอื่นบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อนนักวิ่งที่อยู่ต่างจังหวัด และเพื่อนนักปั่นที่รู้จักเส้นทางปั่นที่เวิร์คๆ...เชื่อเถิดค่ะว่า route ของท่านจะเป็นประโยชน์มหาศาลต่อคนอื่นๆอย่างแน่นอน

การสร้าง route ใน endomondo นั้นสามารถทำได้ 2 วิธี วิธีแรกคือวาดเอาเองเลย ตามที่เคยอธิบายในโพสต์ วัดระยะทางวิ่งโดยไม่ต้องใช้ GPS ส่วนอีกวิธีที่จะนำเสนอในโพสต์นี้ทำได้ง่ายกว่ามาก เพียงแต่คุณต้องมีบันทึกการวิ่งหรือปั่นในเส้นทางที่ต้องการจะสร้าง route เท่านั้น

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...
Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...