วันศุกร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2558

วิ่งทันโลก 18: เริ่มจากเดินอยู่กับที่ จนวันนี้เขาจบฮาล์ฟมาราธอน | 6 ความคิดเห็น:

คอลัมน์วิ่งทันโลก
Thai Jogging Magazine ฉบับประจำเดือนพฤศจิกายน 2557
โดย oorrunningblog



กลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมามีชายน้ำหนัก 107 กก.คนหนึ่ง ลงแข่งฮาล์ฟมาราธอนเป็นครั้งแรกในชีวิตของเขาค่ะ อาจจะฟังดูธรรมดา แต่ถ้าบอกว่าเมื่อสองปีที่แล้ว เขาหนัก 283 กก. ซึ่งคนหนักขนาดนี้ แค่เดินก็ยากแล้ว แต่วันหนึ่งเขาตัดสินใจปฏิวัติตัวเอง โดยใส่การออกกำลังกายเข้าไปตั้งแต่แรกของการลดน้ำหนัก และผลของการเก็บเล็กผสมน้อยเป็นเวลา 2 ปีนี่เอง ทำให้เขามาถึงวันนี้ได้ ...เริ่มน่าสนใจมากขึ้นแล้วใช่มั้ยคะ วิ่งทันโลกฉบับนี้ขอเล่าเรื่องของเขาเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อ่านน้ำหนักเกิน ที่กำลังจะเริ่ม “วิ่งสู่ชีวิตใหม่” แบบชายผู้นี้กันค่ะ

ไบรอัน เฟลมมิง คือชื่อของเขา ชายวัย 32 ปีจากรัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา เขาอ้วนตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ก็อ้วน แต่เริ่มมาอ้วนแบบหยุดไม่อยู่หลังจากจบมัธยมปลาย ความอ้วนทำให้เขาเป็นโรคผิวหนังอักเสบ (cellulitis) ที่ขา ต้องเทียวเข้าออกโรงพยาบาลอยู่เนืองๆ ความดันสูงในระดับที่เป็นอันตราย และใกล้จะเป็นเบาหวานอยู่รอมร่อ ในที่สุดความทุกข์เกี่ยวกับสุขภาพก็ทำให้เขาเป็นโรคซึมเศร้า ติดเหล้าเรื้อรัง และต้องออกจากการเรียนมหาวิทยาลัยในที่สุด

ไบรอัน เฟลมมิง ตอนหนัก 283 กก
Before


เมื่อไม่ได้เรียนหนังสือ กิจวัตรประจำวันของเขาจึงมีแต่กินกับนั่งเล่นเกมออนไลน์สลับกันไป เป็นเช่นนี้อยู่เกือบ 10 ปี ดูเหมือนชีวิตคงมีแต่ดิ่งลงเหวไปเรื่อยๆ แต่ในวิกฤตก็มีโอกาสเมื่อเขาได้รู้จักกับผู้หญิงคนหนึ่งผ่านเกมออนไลน์ แจ็คกี้ สาวใหญ่วัย 49 ปีชาวอังกฤษ ในบทความไม่ได้ระบุว่าพวกเขาคบกันแบบเพื่อนรักหรือแฟน รู้เพียงว่าทั้งสองสนิทสนมกันมาก ทั้งที่ไบรอันก็ยังมีอารมณ์ขึ้นๆลงๆ จากการติดเหล้าอยู่

จุดเปลี่ยน


แจ็คกี้นี่เองที่ทำให้เขาลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเอง เหตุเกิดเมื่อเดือนสิงหาคม 2 ปีที่แล้ว เมื่อแม่ของไบรอันป่วยเป็นโรคผิวหนังอักเสบแบบเดียวกับเขา จนต้องถูกตัดขาซ้ายตั้งแต่ใต้หัวเข่าลงไป เขาสติแตก ดื่มเหล้าและซึมเศร้ามากขึ้น เพราะเห็นแล้วว่าอนาคตตัวเองจะเป็นอย่างไร วันหนึ่งไบรอันจึงตัดสินใจเล่าความลับเรื่องติดเหล้า เป็นโรคซึมเศร้า และอ้วนจนเข้าภาวะวิกฤตให้แจ็คกี้ฟัง เพราะหวังจะได้ความสงสารเห็นใจมาช่วยเยียวยา แต่สิ่งที่ได้รับกลับตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง

แจ็คกี้โกรธมาก เธอบอกว่าเขาใช้ชีวิตอย่างสูญเปล่าและควรละอายใจตัวเองที่ทำแบบนี้ เพราะยังมีคนอีกมากที่แค่จะมีชีวิตรอดไปวันๆ ยังยาก ที่พูดเช่นนี้เพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นกับเธอเอง แจ็คกี้ไม่เคยบอกเขาเช่นกันว่าตัวเองเป็นโรคกล้ามเนื้อเสื่อม (myotonic muscular dystrophy) แต่กำเนิดซึ่งปัจจุบันยังไม่มีทางรักษา เธอต้องดูแลร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอเพียงเพื่อไม่ให้อาการแย่ไปกว่านี้

แจ็คกี้ สาเหตุของจุดเปลี่ยน
แจ็คกี้ สาเหตุของจุดเปลี่ยน

เมื่อตระหนักว่าแจ็คกี้อาจจะเลิกคบ ไบรอันจึงตัดสินใจเลิกเหล้าในคืนนั้นเลย ในช่วงแรกๆ เขาทรมานมากเพราะเกิดอาการที่เรียกว่า “ถอนเหล้า” นั่นคือเหงื่อออก ตัวเย็น มือสั่น นอนไม่หลับ อารมณ์แปรปรวนตลอดเวลา โดยส่วนใหญ่จะรู้สึกสมเพชตัวเอง บางครั้งก็สิ้นหวัง โกรธโลก โกรธชีวิตตัวเองที่กลายมาเป็นแบบนี้ โกรธที่ไม่เคยจัดการอะไรให้ชีวิตตัวเองดีขึ้นเลย และโกรธที่ปล่อยเวลาให้สูญเปล่ามาเป็นทศวรรษ จนอายุย่างเข้า 30 ปีแล้ว

อย่างไรก็ตาม เมื่อผ่านไป 2-3 สัปดาห์เขาก็เริ่มดีขึ้น หลังจากอดเหล้าได้ 1 เดือน น้ำหนักก็ลดลงมาเองเหลือ 238 กก. นั่นคือหายไปเกือบ 50 กก. เลยทีเดียว สิ่งนี้ทำให้เขามีความหวังและเริ่มอยากลดน้ำหนักอย่างจริงจังขึ้นมาทันที

เริ่มต้นลดน้ำหนัก


สิ่งหนึ่งที่เราชอบมากเมื่ออ่านเรื่องของไบรอันก็คือ แม้จะอ้วนในระดับ 200 กว่ากิโลกรัม เขาก็ยังบรรจุการออกกำลังกายไว้เป็นส่วนหนึ่งของการลดน้ำหนักตั้งแต่วันแรก แม้ว่าการออกกำลังกายนั้นจะดูหน่อมแน้ม (ชาวบ้านเขายังใช้คำนี้กันอยู่หรือเปล่า ^ ^”) สักแค่ไหนในวันแรก แต่เมื่อทำมันทุกวันอย่างมีวินัย ผลลัพธ์ของการออกกำลังกายก็จะงอกเงยขึ้นมาชนิดที่จำหน้าตาของจุดเริ่มต้นไม่ได้เลย มาดูกันค่ะว่าเขาทำอะไรบ้าง

เมื่อเข้าเดือนตุลาคม 2012 ไบรอันเริ่มด้วยการสร้างสิ่งที่สำคัญที่สุดของการออกกำลังกาย นั่นคือกิจวัตร เขาตื่นเช้าขึ้น 5 นาที แล้วเอาเวลา 5 นาทีนี้แหละเดินซอยเท้าอยู่กับที่ในห้องนอน ทำเช่นนี้ทุกวันโดยไม่มีข้อยกเว้น ...ดูหน่อมแน้มใช่มั้ย? แต่นี่แหละสิ่งที่เรียกว่ากิจวัตร ซึ่งถ้าเราบังคับตัวเองให้ทำได้สักระยะหนึ่ง ร่างกายจะให้รางวัลเราเองด้วยอาการเสพติดการออกกำลังกาย และเมื่อถึงตอนนั้นเราก็ทำได้โดยไม่ต้องฝืนอีกต่อไป

ไบรอันก็เช่นกัน เขาตื่นเช้าขึ้นเรื่อยๆ ทีละเล็กทีละน้อย เพื่อจะได้มีเวลาออกกำลังกายนานขึ้นๆ จนในที่สุดเขาก็เดินอยู่กับที่ได้ต่อเนื่อง 1 ชั่วโมงเต็ม!! ...และในตอนนี้เขาก็เสพติดการออกกำลังไปเรียบร้อยแล้ว

ไบรอันเริ่มวิ่ง
หารูปตอนเดินไม่ได้ เอารูปตอนวิ่งไปก่อนนะคะ
จะเห็นว่าเค้าก็พกโทรศัพท์วิ่งเหมือนพวกเรานี่แหละ

สเต็ปถัดไปถือเป็นก้าวสำคัญของไบรอันและคนอ้วนอีกค่อนโลก นั่นคือ ไปออกกำลังกายนอกบ้าน นั่นเพราะคนน้ำหนักเกินจำนวนมากมักแคร์สายตาชาวบ้าน กังวลว่าสภาพที่ตัวเองเดินกระเพื่อมจะดูน่าตลกขบขันในสายตาคนอื่น แต่เราอยากให้มองอีกแง่หนึ่งว่า อันที่จริงไม่มีใครจับจ้องใครจริงจังหรอกค่ะ ทุกคนมีเรื่องของตัวเองที่ต้องกังวลสนใจมากกว่าเรื่องชาวบ้านเป็นไหนๆ (ลองเอาตัวคุณเป็นบรรทัดฐานดูก็ได้) ทุกคนต่างถูกมองทั้งนั้น ไม่ว่าจะอ้วนหรือผอม มองอย่างชื่นชมหรือมองอย่างเย้ยหยัน แต่เดี๋ยวมันก็เลิกมองไปเอง

ไบรอันก้าวข้ามความกลัวว่าจะถูกจ้องมองนั้นได้ ในครั้งแรกเขาเริ่มด้วยการเดินไปแค่สุดถนนในละแวกบ้านเท่านั้น เพราะการเดินบนทางเท้ายากลำบากกว่าการย่ำอยู่กับที่บนพรมในบ้าน มันทำให้เท้าและขาของเขาระบมไปหมด ผ่านไป 1 สัปดาห์ไบรอันจึงเดินต่อเนื่องได้ 1 ไมล์ (1.6 กม.) ถึงตอนนี้เขามีความสุข มีชีวิตชีวา มีความหวัง และเริ่มทำงานประจำนอกบ้านได้อีกครั้ง

อีกส่วนหนึ่งในการออกกำลังกายของไบรอันที่น่าสนใจก็คือ เขาจดบันทึกทุกครั้ง ซึ่งสิ่งนี้คือหลักการข้อหนึ่งของการทำโปรเจคใดๆ ก็ตามให้สำเร็จ เพราะเรากำลังแปลง “ความพยายาม” ออกมาเป็นรูปธรรม บันทึกจะช่วยให้เรารู้มาทำมามากแค่ไหน พัฒนามาไกลแค่ไหน และจะน่าเสียดายขนาดไหนถ้าล้มเลิกไปกลางคัน


เดินต่อเนื่องเท่าระยะฮาล์ฟมาราธอน
หน้าจอ Runkeeper แสดงผลการเดินต่อเนื่อง 21 กม. (13.1 ไมล์)

การจดบันทึกของไบรอัน ไม่ต้องใช้ปากกากระดาษให้ยุ่งยาก เพราะยุคนี้เรามี app ในโทรศัพท์มือถือมากมายเลือกใช้ไม่หวาดไม่ไหว ยกตัวอย่างที่คนไทยนิยมใช้ก็เช่น endomondo/Nike+ สำหรับไบรอัน เขาใช้ app อีกตัวที่ฝรั่งนิยมกันนั่นก็คือ Runkeeper ทั้งหมดนี้เราสามารถสร้าง account ได้ฟรี เวลาจะใช้ก็แค่เปิด GPS แล้วถือหรือคาดแขนออกเดิน/วิ่ง มันก็จะบันทึกระยะทาง วันเวลา ให้เราโดยอัตโนมัติ

ด้วยแรงจูงใจจากการจดบันทึก ไบรอันจึงออกเดินไกลขึ้นเรื่อยๆ โดยใช้เวลาช่วงเช้าก่อนไปทำงาน เขาเดินต่อเนื่องไกลที่สุดได้ถึง 4 ชั่วโมง ทำระยะเท่ากับฮาล์ฟมาราธอนพอดี ใช้เวลานับจากเริ่มออกกำลังกาย 10 เดือน กับน้ำหนักที่ลดลงเหลือ 181 กก. (ลืมบอกไปว่าในครั้งนี้แจ็คกี้คอยเชียร์เขาทางโทรศัพท์ด้วย ^ ^)

เมื่อถึงจุดนี้ไบรอันก็เปลี่ยนมาออกกำลังกายด้วยการปั่นจักรยานโดยใช้เสือภูเขาคันเก่าของพ่อ ข้อดีของการปั่นจักรยานคือ เขาสามารถหลอมรวมมันเข้ากับชีวิตประจำวันได้โดยการโดยขับรถไปครึ่งทางแล้วปั่นต่อไปถึงที่ทำงานอีกครึ่งทางเป็นระยะ 18 กม. ทำอย่างนี้ทั้งขาไปและขากลับทุกวัน ไม่เว้นแม้วันฝนตก ในทุกวันศุกร์เขาจะปั่นไปจากบ้านเลย นั่นคือวันนั้นทั้งวันเขาจะปั่นได้ระยะรวม 72 กม.

คอลัมน์วิ่งทันโลก
Thai Jogging Magazine ฉบับประจำเดือนธันวาคม 2557
โดย oorrunningblog



ฉบับที่แล้วเราได้เล่าถึงชีวิตของไบรอัน เฟลมมิง ชายหนุ่มวัย 32 ปี จากรัฐมิชิแกน สหรัฐอเมริกา ที่เริ่มต้นออกกำลังเพื่อลดความอ้วนตั้งแต่เขามีน้ำหนัก 238 กก. แน่นอนว่าด้วยน้ำหนักขนาดนั้น แม้แต่เดินยังยาก เขาจึงเริ่มต้นด้วยการเดินอยู่กับที่เป็นเวลา 5 นาที จากนั้นก็ค่อยๆ เพิ่มเวลาและความหนักของกิจกรรม ตามความแข็งแรงของร่างกายที่เพิ่มขึ้นและน้ำหนักตัวที่สวนทางลง ไล่ตั้งแต่เดินอยู่กับที่ในห้องนอน เดินกลางแจ้งจนได้ระยะฮาล์ฟมาราธอน และเริ่มต้นปั่นจักรยานด้วยน้ำหนัก 181 กก. ฉบับนี้มาดูกันต่อค่ะ ว่าการออกกำลังกายจะนำชีวิตเขาไปสู่ที่ใดได้อีก มันคือที่ซึ่งเมื่อ 2 ปีที่แล้วนี้เอง เขาไม่เคยกล้าแม้แต่จะฝันถึง ...นั่นคือการเป็นนักวิ่งนั่นเอง

การแข่ง 5K ครั้งแรกที่ไม่หยุดเดินเลย
การแข่ง 5K ครั้งที่ 3 แต่เป็นครั้งแรกที่ไม่หยุดเดินเลย
pace 8:42 น้ำหนัก 127 กก.

เริ่มวิ่ง


เมื่อไบรอันปั่นจักรยานจนน้ำหนักลดลงมาเหลือ 136 กก. เขาก็รู้สึกว่าตัวเองพร้อมแล้วที่จะเริ่มวิ่ง และเช่นเคย ตามวิถีของนักวิ่งยุคใหม่ เขาเลือกใช้โปรแกรมซ้อมที่หาได้ฟรีจาก app ของสมาร์ทโฟน เป็นโปรแกรมเพื่อฝึกวิ่งให้ได้ 5 กม. ภายใน 9 สัปดาห์ แล้วในที่สุดในวันเกิดอายุ 32 ปี ไบรอันก็แบกน้ำหนักตัว 127 กก.ลงแข่งขันวิ่งระยะทาง 5 กม. จบการแข่งขันด้วยเพซ 8:42 นาที/กม. โดยไม่มีการหยุดพักระหว่างทางเลย

จากนั้นไบรอันก็ค่อยๆ เขยิบเป้าหมายการฝึกซ้อมแบบค่อยเป็นค่อยไปแต่สม่ำเสมอ แบบเดียวกับที่ใช้มาตลอดสองปี และแล้ว 7 เดือนหลังจากเริ่มฝึกวิ่ง เขาก็ลงแข่งระยะฮาล์ฟมาราธอนได้สำเร็จเมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ด้วยสถิติ 2 ชั่วโมง 53 นาที พร้อมน้ำหนักตัวที่ลดลงเหลือ 107 กก.

แน่นอนว่าไบรอันจะไม่หยุดอยู่เท่านี้ เขามีแผนที่จะลงมาราธอนแรกของชีวิตที่งานเดียวกันนี้ในอีกหนึ่งปีข้างหน้า...ไม่รีบไม่ร้อน แต่มีเป้าหมายชัดเจน ซึ่งผู้เขียนจะได้ติดตามข่าวมาอัพเดทกันต่อไปค่ะ ผู้อ่านคนไหนสนใจติดตามเรื่องราวของเขา ก็เข้าไปร่วมกลุ่มใน Facebook ที่ชื่อ Team 383 ซึ่งไบรอันสร้างไว้เพื่อเป็นกำลังใจให้คนทั่วโลกที่กำลังลดน้ำหนักได้นะคะ (383 คือน้ำหนักทั้งหมดในหน่วยปอนด์ ที่เขาลดได้ ณ วันที่ตั้งกลุ่มนี้ขึ้นมา)

การแข่ง half marathon ครั้งแรก
การแข่ง half marathon ครั้งแรก pace 8:12 น้ำหนัก 107 กก.

ถอดบทเรียนจากไบรอัน: นิสัยการออกกำลังกาย สร้างได้เลย ไม่ต้องรอผอมก่อน


คนที่น้ำหนักเกินมากๆ บางคนอาจคิดว่า แก้ไขการกินอย่างเดียวก่อนเถอะ เอาไว้น้ำหนักลงเยอะๆ แล้วค่อยออกกำลังกาย เพราะถ้าทำตอนนี้เดี๋ยวเข่าพัง ข้อเสื่อม หัวใจวาย ฯลฯ...จริงๆจะเอาอย่างงั้นก็ได้ค่ะ แต่จะแน่ใจได้ยังไงว่าวันที่ ‘น้ำหนักลงเยอะๆ’ มันจะมาถึง? เพราะกี่ครั้งกี่หนแล้วที่ควบคุมอาหารอย่างเดียว แต่สุดท้ายก็ตบะแตกกลับมากินเยอะ-กินแย่ น้ำหนักเด้งกลับมาเท่าเดิม

ข้อเสนอของเราก็คือ ผนวกการออกกำลังกายเข้าไปเลย ตั้งแต่วันแรกของการลดน้ำหนัก ไม่ว่าตอนนี้จะมีน้ำหนักเท่าใดก็ตาม เริ่มด้วยการเดินอยู่กับที่วันละ 5 นาทีแบบไบรอัน หรือแม้แต่แกว่งแขนแบบที่ สสส. รณรงค์อยู่ก็ยังได้ แล้วค่อยๆ เพิ่มความหนักทีละน้อยในภายหลัง

จริงอยู่ แม้แคลอรีที่ได้จากการออกกำลังกายเบาๆ เพียงไม่กี่นาทีจะน้อยมากเมื่อเทียบกับไขมันส่วนเกินทั้งหมดที่รอการกำจัด แต่ผลพลอยได้ต่างหากที่เราปรารถนา มันคือ วินัย ความภาคภูมิใจในตัวเอง และนิสัยรักสุขภาพ ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นแน่นอนเมื่อเราบังคับตัวเองให้ลุกขึ้นมาออกกำลังกายทุกวัน

มนุษย์โซฟา

วินัยจะส่งผลให้เราควบคุมตัวเองในด้านอื่นๆได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งเรื่องการกิน ส่วนความภาคภูมิใจจะทำให้เราไม่ท้อ แม้น้ำหนักจะไม่ได้ลดเร็วหรือลดเยอะตามที่หวังไว้ เพราะอย่างน้อยเราก็ภูมิใจที่ได้ลงมือทำอะไรบางอย่างกับชีวิต ไม่ปล่อยให้วันเวลาผ่านไปอย่างสูญเปล่า และสุดท้าย นิสัยรักสุขภาพจะทำให้เรารักการออกกำลังกาย ใส่ใจสุขภาพในทุกมิติ ซึ่งทำให้แม้จะออกจากโหมดลดน้ำหนักแล้ว เราก็จะไม่กลับมาอ้วนอีก

เดินอย่างไร สำหรับผู้ที่สนใจจะวิ่ง


อ่านแล้วอาจจะแปลกๆ หน่อยนะคะ...อะไรกัน ฉันอยากจะเริ่มวิ่ง ทำไมมาบอกให้เดินล่ะเจ๊!!

ค่ะ...สำหรับคนที่ออกกำลังกายอย่างอื่นมาก่อน คุณอาจจะเริ่มวิ่งเหยาะๆ เลยก็ได้ แต่ถ้าก่อนหน้านี้คุณเป็นมนุษย์โซฟาเต็มรูปแบบ ไม่เคยวิ่งหรือไม่เคยออกกำลังกายอะไรเป็นประจำเลย การเดินคือวิธีที่จะทำให้คุณได้เริ่มสร้าง ‘นิสัยแห่งการออกกำลังกาย’ ที่ดีที่สุด เพราะค่าใช้จ่ายน้อย และง่าย

1) ปรึกษาแพทย์ก่อน ถ้าคุณอายุเกิน 40 และมีคนในครอบครัวที่มีประวัติเป็นโรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์ก่อน

2) เดิน แล้วค่อยวิ่ง การเดินเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะค่อยๆสร้างความแข็งแรง สำหรับคนที่อยากจะเริ่มวิ่งแต่ไม่เคยออกกำลังกายใดๆเป็นประจำมาก่อนเลย เพราะการเดินจะทำให้คุณได้เคลื่อนไหวแขนขาในท่วงท่าที่ใกล้เคียงกับการวิ่ง แต่ไม่ทำให้เกิดแรงกระแทกกับกระดูกและข้อต่อมากเท่าการวิ่ง ซึ่งถ้าจะให้ได้ผลในแง่ความแข็งแรง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการวิ่ง เวลาจะเดินคุณต้องเดินเร็ว ไม่ใช่ทอดน่องชมวิว

เดินอย่างไร สำหรับผู้หัดวิ่ง

3) เริ่มด้วยระยะทางน้อยๆ แล้วค่อยเพิ่มขึ้นทีละนิด การเริ่มออกกำลังกายให้เป็นกิจวัตร สำหรับคนที่ไม่เคยออกกำลังกายเลย ฟังดูแล้วอาจเป็นเรื่องยากเย็น แต่ถ้าการ ‘ออกกำลังกาย’ นั้นเป็นแค่การเดิน 15 นาทีล่ะ? ...รู้สึกว่ามันง่ายขึ้นทันทีใช่มั้ยคะ

วันต่อๆไปถ้ารู้สึกพร้อมแล้วก็ค่อยเพิ่มเวลาขึ้นวันละ 5 หรือ 10 นาที ภายใน 1 สัปดาห์คุณก็สามารถเดินต่อเนื่องได้คราวละ 35 นาทีแล้ว และถ้าค่อยๆเพิ่มเมื่อร่างกายรู้สึกพร้อมอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ภายใน 2 เดือน คุณจะสามารถเดินต่อเนื่องคราวละ 60 นาทีแน่นอน และเมื่อถึงตอนนั้น มั่นใจได้เลยว่าคุณจะพร้อมสุดๆ สำหรับการเริ่มวิ่งเหยาะแล้ว และกิจวัตรแห่งการออกกำลังกายได้เกิดกับคุณแล้ว

4) เพิ่มการออกกำลังกายเล็กๆน้อยๆลงในชีวิตประจำวัน ท้ายสุด อย่าลืมสร้างบุคลิกกระฉับกระเฉงให้สมเป็นนักวิ่งและเสริมสร้างความฟิตด้วยนะคะ เช่น เดินเล่นหลังกินข้าวกลางวัน จอดรถให้ไกลขึ้นเพื่อจะได้เดิน ขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์ ลุกจากโต๊ะมาเดินยืดเส้นยืดสายบ่อยๆ หรือแม้แต่สลับมาใช้โต๊ะสำหรับยืนทำงาน 

หมายเหตุ


การลดน้ำหนักเกือบ 400 ปอนด์ภายในเวลา 2 ปี ถึงแม้จะดูว่านาน แต่ผิวหนังก็ยังหดตามไม่ทันอยู่ดี ไบรอันจึงมีปัญหาหนังส่วนเกินที่ชัดเจนมาก ดังจะเห็นได้จากคลิปด้านล่าง ทางเดียวที่จะกำจัดมันออกไปได้คือศัลยกรรมตัดหนังออก ซึ่งเขามีแผนจะทำเร็วๆนี้ 


บางครั้งคนเราก็ไม่สามารถเลือกทางที่เพอร์เฟ็คที่สุดได้ (ผอมเร็วด้วย หนังไม่ย้อยด้วย) เราทำได้เพียงแค่ทำสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดในสถานการณ์ตรงหน้า แล้วถ้าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นก็ค่อยๆแก้ไป อย่ามัวแต่ลังเลหรือเอาแต่เล็งผลเลิศแล้วสุดท้ายก็ไม่ได้ลงมือทำอะไร และในอีกทางหนึ่ง อย่าทำตัวเป็นเหยื่อของปัญหา โอดครวญว่าทำไมฉันต้องเจอปัญหาแบบนี้ด้วย จงอ้าแขนรับมันราวกับรู้อยู่แล้วว่ามันต้องมา

เมื่อใดก็ตามที่ตระหนักอย่างแท้จริงว่าเราเป็นต้นเหตุของทุกอย่าง ไม่ได้เป็นเหยื่อ ชีวิตเราจะเบาสบายแต่เปี่ยมล้นไปด้วยพลังแบบเดียวกับไบรอันนั่นแล

โพสต์ที่เกี่ยวข้อง
หัดวิ่งอย่างไรไม่ให้บาดเจ็บ: ฉบับคนอ้วน
Overview: How to Start Walking
===============
วารสาร Thai jogging เป็นวารสารของสมาพันธ์ชมรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพไทย พิมพ์เผยแพร่มาตั้งแต่ปี พศ.2545 เฉพาะสมาชิก สถาบันการศึกษา หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้สนใจ สนใจสมัครเป็นสมาชิก ติดต่อได้ที่สำนักงานสมาพันธ์ชมรมเดินวิ่งเพื่อสุขภาพไทย โทรศัพท์ 0-2455-9149 ค่าจัดส่งวารสารทางไปรษณีย์ปีละ 300บาท (12ฉบับ)

6 ความคิดเห็น:

  1. อ่านสนุกมากเลยครับ

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. ขอบคุณค่ะ อัพบล็อกบ้างน้า นู้บ หยากไย่เกาะแร้ว

      ลบ
  2. ว๊าวววว อ่านแล้วอยากออกกำลังกายขึ้นมาทันทีเลย ^^

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. ยินดีค่ะน้องขวัญ ขอบคุณที่มาเม้นต์ด้วยจ้า

      ลบ
  3. อันนี้เปลี่ยนความคิดผม ที่ว่า เราควรออกกำลังกายอย่างน้อย 40 นาที แล้วก็บอกคนอ้วนให้ทำแบบนี้ๆ /
    จริงๆ แล้วการออกกำลังกายเริ่มด้วยต้นทุนที่เรามี จะเดินอยู่กับที่ 5 นาที อย่างนายคนนี้ ก็ได้ ขอให้เริ่มเถอะ / การเริ่มสำคัญกว่าฮะ

    ตอบลบ
    คำตอบ
    1. ช่ายยยย
      อย่าเพิ่งเล็งผลเลิศอะไร กินช้างทีละคำ เด๋วก็หมดทั้งตัวเองแหละ

      ลบ

*************************************************************************************
ผักกาดๆ ถ้าข้อความไม่ขึ้น นั่นแปลว่า blog คิดว่าข้อความของท่านเป็น spam ไม่ต้องกังวลค่ะ comment เหล่านี้จะตกไปอยู่ที่กล่อง spam รอให้เจ้าของ blog มาตรวจสอบ (ก็คือเรานั่นเอง ^ ^)
*************************************************************************************

Google+ Badge

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...